Archive for March, 2008

29
Mar
08

นานแค่ไหนแล้วนะ

นานแค่ไหนแล้วนะ ที่พวกเราไม่ได้เจอกัน
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่พวกเราไม่ได้มาร่วมกันทำเรื่องไร้สาระ
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่พวกเราไม่ได้มานั่งเม้าท์ เผาคนโน้นคนนี้วุ่นวาย
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่พวกเราไม่ได้มานึกถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้น
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่พวกเราไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอย่างที่สุด
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่พวกเราไม่ได้รู้สึกอย่างนี้

ความรู้สึกของห้องสี่ ความรู้สึกของมิตรภาพ ความอุ่นใจทั้งหลายทั้งแหล่

แค่ได้เห็นหน้าพวกแก แค่พูดออกมาสั้นๆ หรืออาจจะแค่หัวเราะ ทุกอย่างแม้ว่าจะผ่านไปนานสักแค่ไหน มันก็ยังเหมือนเดิม ดีจังเลยนะ

ไม่ต้องพูด ก็ยังเข้าใจได้
พูดไม่จบ ก็ยังสื่อกันได้
มองหน้ากัน ก็ยังงอนกันได้
หรือจะจิกด่ากันก็ยังโต้ตอบได้เจ็บแสบเหมือนเดิม

นี่แหละพวกเรา คิดถึงจริงๆ
ต่อให้นานแค่ไหนที่เราห่างกันไป…แต่ยังไง เราก็ยังรักกันไม่เปลี่ยนเลย

รักพวกแกทุกคนเลย 604 ^______________^

***********************

นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่มีคนอยู่เคียงข้าง
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่บางครั้งต้องอยู่คนเดียว
นานแึค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่มีใครคอยใส่ใจถามว่าเป็นอะไร
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่มีใครให้คอยใส่ใจดูแล

แต่ตอนนี้ไ่ม่ต้องรอแล้วนะ ในที่สุดก็มีแล้วล่ะ ^___^
อาจจะไม่ใช่คนในอุดมคติ แต่ว่าก็ทำให้มีความสุขมากเลย

เพราะงั้นไอ้หมี ถ้าเราบอกว่าคิิดถึงแก ไม่ต้องมาหาว่าเราเฟลเลยนะ (หัวเราะ) ตอนนี้เรามีความสุขล่ะ ^___^

ดีจังนะ ดีจริงๆเลย ^________^

***********************

26
Mar
08

1+1=1 :: Are you alone?? :: [Ending : RYUICHI PART]

นี่…ริว…นายคิดจะจ้องสนามให้มันทะลุไปเลยรึไงกันน่ะ…
ฉันจ้องเพราะอาจจะอยากมุดลงไปก็ได้
…นายนี่ท่าจะบ้าเอาจริงๆ ฉันว่าฉันบ้าแล้ว…นายดันมาบ้ากว่าฉันอย่างนี้ฉันงงตัวเองนะ (หัวเราะ)…
นี่ขนาดงงนายยังขึ้นมานั่งบ้าอยู่คนเดียวตั้งนานเลยทำมาว่าฉัน
…เห็นด้วยเหรอ…ฉันนึกว่าฉันเห็นนายฝ่ายเดียวซะอีก…
เห็นสิ…เล่นนอนสะท้อนแสงอยู่คนเดียวบนนั้นน่ะ ทำอย่างกับมาแอบมองใคร
…แล้วนายล่ะมาแอบมองใคร…เกาะราวดาดฟ้าชะโงกลงไปจนจะหัวทิ่มอยู่แล้ว…
ปากนายนี่มันจริงๆเลยนะเรียว
…แล้วนายล่ะ…มันก็พอกันละน่า 555…เค้าว่า…ผี…มักเห็นผีด้วยกัน…นายแอบมองใครบอกมาดีกว่า…
รู้ดีนักนะ เรื่องอะไรต้องบอกล่ะ แลกกันสิ นายล่ะมองใคร
…ไม่บอกเหมือนกัน…(แลบลิ้น)…นายไม่บอกฉันก็รู้หรอกน่า…
รู้??? งั้นเหรอ…งั้นไหนบอกซิ…ว่าฉันมองใคร
(ยิ้ม)…ก็ได้…นั่นไง…คนที่นายมอง

…เคตะ…

1+1=1…โจทย์ข้อนี้…คุณว่า…มันต่างจาก 2+1=1ยังไง???

=============================

[Ending : RYUICHI PART]
การรักใครสักคน…มันง่ายแค่ไหน…??
แล้วการเลิกรักล่ะ…มันยากเพียงใด…??
เลิกรัก และเริ่มต้นรัก…อย่างไหน…มันง่ายกว่ากัน…
…ไม่มีใครตอบได้…แม้แต่ตัวผมเอง…

ความคิดที่วนเวียน ความรู้สึกที่วกวน อึดอัด พูดไปออกบอกไม่ได้ กับอากาศหนาวๆแห้งๆที่รายล้อมอยู่รอบตัวทำท่าจะเย็นหนักขึ้นทุกทีจนสองขาที่ก้าวดุ่มๆอยู่ของผมต้องหยุดลงอย่างเหนื่อยๆ หลายๆอย่างในสมองมันวุ่นวาย ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่กลุ่มเมฆรวมตัวกันหนาแน่นราวกับว่าจะกลั่นอะไรออกมาสักอย่าง…หิมะ…

ผมหยุดยืนมองเมฆครึ้มก้อนใหญ่นั้นอยู่นานโดยไม่รู้ตัว ความเย็น ความเหงา แทรกซึมรวมกันอยู่รอบๆตัวผมให้มั่วไปหมด สีเมฆเทาๆ กับสีขาวเลือนๆ ทำให้ผมนึกถึงใครบางคนขึ้นมา…ใครบางคนที่ทำให้หน้าอกปวดหนึบขึ้นมาได้ทุกครั้งที่มองหน้า…เ…

“ริว!!! มายืนทำอะไรตรงนี้เนี่ย!!!” เสียงใสๆที่ผมคุ้นเคยเสมอร้องทักขึ้นมาจากที่ไหนสักที่หนึ่ง ผมหันไปมองตามเสียงในทันทีก่อนที่จะเจอเขายืนอยู่ที่หน้าต่างบ้านชั้นสอง…บ้านหลังเล็กๆที่ผมคุ้นเคย…นี่ผม…มาหยุดอยู่ที่นี่ได้ยังไง…

“หยุดอยู่ตรงนั้นล่ะเดี๋ยวลงไปหานะ” ร่างเล็กที่เป็นเจ้าของบ้านบอกยิ้มๆ แล้วเพียงไม่นานผมก็ได้เห็นเข้าวิ่งพรวดเปิดประตูออกมาจากบ้าน แก้มขาวๆแดงขึ้นมาหน่อยคงเพราะเหนื่อยและหนาวแน่ๆ

“มาทำอะไรที่นี่ ดึกแล้วนะ หนาวด้วย” เขาเอียงคอถามผมคิ้วขมวด รอยยิ้มที่ผมมักจะได้เห็นเสมอเวลาเขาอารมณ์ดียิ้มกว้างอย่างน่ารัก ผมมองใบหน้าที่ผมเคยเฝ้าคิดถึงนั้นก่อนจะเอามือล้วงกระเป๋า ยิ้มให้เขาบางๆ

นั่นสินะ…ผมมาทำอะไรที่นี่ล่ะ…

“แล้วนายทำไมยังไม่นอนเคตะ” แทนที่จะตอบผมกลับย้อนถามไปซะอย่างนั้น ผมเห็นคิ้วเคตะขมวดเข้ามาอีกก่อนที่เจ้าตัวจะบ่น

“อะไรกัน ฉันถามทำมาย้อนถาม ติดนิสัยเรียวเฮมาแหงๆเลยเนี่ย” เขาชี้หน้าล้อผมหน่อยๆ เพราะไอ้นิสัยถามแล้วโยกโย้อย่างนี้เท่าที่รู้จักมาก็มีอยู่คนเดียวเนี่ยล่ะ ผมหัวเราะฝืดๆออกมากับสิ่งที่เคตะล้อด้วยความรู้สึกแปลกๆในอกอยู่ครู่ จนเคตะสังเกตได้ มือเล็กเอื้อมมาจับที่หน้าของผมทันที

“เป็นอะไรทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ทะเลาะกับเรียวเฮมารึไง” น้ำเสียงที่ถามผมแสดงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด ผมส่ายหน้าเบาๆ

“เปล่า…ไม่ใช่…”

“แล้วมีอะไร นายต้องมีปัญหาอะไรแน่ๆ” มือเล็กๆของเคตะเขย่าแขนผมขึ้นมาเป็นเชิงบังคับเล็กๆ ผมเหลือบตาขึ้นมองหน้าเขาน้อยๆก่อนจะถอนใจออกมาอีก ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ ถึงความสัมพันธ์ของเราจะมีอะไรมากมายหลายๆอย่างที่แปลกต่างออกไป แค่ได้ยินคำถามนี้…

“ขอเข้าไปนั่งเล่นซักพักได้รึเปล่า…” ผมย้อนถามออกไปด้วยรอยยิ้มเจือจาง ความรู้สึกหลายอย่างข้างในมันผลักดันให้ผมเลือกที่จะหาที่พักใจซักที่…และผม…ก็เลือกที่นี่…สถานที่ที่ผมไม่ได้มาเป็นเวลานานกว่าครึ่งปีแล้ว ด้วยเหตุผลของความผูกพัน…เพื่อน…คำนี้ทำให้ผมรู้ว่าเคตพร้อมจะต้อนรับเสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ เช่นเดียวกับผม

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” แล้วรอยยิ้มน่ารักนั้นก็ยิ้มให้ผมอีกครั้งพร้อมกับบีบกระชับมือแน่นเข้า มือเย็นๆกับรอยยิ้มของเคตะยิ่งทำให้ผมรู้สึกตัว ปวดหนึบที่หน้าอกขึ้นมาอีกแล้ว ปวด…เพราะความเป็นจริงที่แทรกเข้ามา…ภาพใบหน้าและรอยยิ้มของใครบางคนที่ซ้อนทับเคตะขึ้นมาตอกย้ำให้ผมเข้าใจตัวเองแจ่มชัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

…ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ฉันเอาแต่คิดถึงนาย…เรียวเฮ…

============================

…นายทำให้ฉันหัวเราะได้อีกแล้วเรียว…นายเป็นคนเดียวที่อยู่ข้างๆทุกครั้งที่ฉันอ่อนแอทุกที…
…ถ้าจะถามอีกครั้ง นายจะให้คำตอบฉันได้มั๊ย…
…เรา…คบกันเถอะนะ…

เขาแอบรักเพื่อนตัวเอง…เหมือนผมที่แอบรักเพื่อนตัวเองเหมือนกัน
เขาอกหัก เพราะไม่ว่ายังไง เขากับเพื่อนเขาก็เป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้น
ผมอกหัก เพราะไม่ว่ายังไง ผมกับเพื่อนผมก็เป็นได้แค่เพื่อนเหมือนกัน
ผมไม่ได้ชวนเขาคบเพียงเพราะเราอกหักเหมือนกัน…
แต่ที่ผมทำไปอย่างนั้น….เพราะผม…ไม่อยากจะให้เขารักใครข้างเดียวอีกแล้ว
อยากให้หันมามองอีกข้าง…อยากให้รู้ว่าข้างนั้น…มีผมแล้วนี่ไง…

ในห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผมและเคตะนั่งอิงกันเหมือนเคยอย่างที่เคยทำกันมาเสมอ เราสองคนนั่งกันเงียบๆไม่พูดอะไรเลย ผมไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่เงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องสีขาวตุ่นๆนี้อย่างเหนื่อยๆ

“ริว…” แล้วในที่สุด เสียงใสๆนั้นก็เอ่ยขึ้นมาก่อนจนได้ ผมเพียงแต่หันหน้ามามองตาแป๋วๆที่จ้องผมอยู่แล้วก็เลิกคิ้วเป็นเชิงรับน้อยๆ

“นายน่ะ…” เขาว่าค้างไว้แค่นั้น ก่อนที่จะเอื้อมมือมาที่ผม ผมมองการกระทำของเคตะงงๆ กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มือเย็นๆนั้นก็เอื้อมขึ้นมาแตะที่หน้าผมแผ่วๆแล้ว “พูดในสิ่งที่คิดออกมาบ้างจะดีกว่านะ”

“โกรธเหรอ”

“เปล่า…แต่ฉันเป็นห่วง” เคตะบอกยิ้มๆ เป็นยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกสำนึกผิดขึ้นมาในใจ รู้สึกผิด…ที่เผลอคิดไปได้…ว่าอยากจะให้มันเป็นรอยยิ้มของใครอีกคนหนึ่ง

“ขอโทษ” ผมส่งต่อความรู้สึกของผมให้เคตะไปแผ่วเบา สบตากับดวงตาคู่สวยนิ่ง แล้วก็เป็นเคตะที่ถอนใจออกมาก่อน

“ช่างมันเถอะ” เขาบอกแค่นั้นแล้วก็หันหน้ากลับมานั่งพิงกับผมตามเดิม ทำให้เขาไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มของผม รอยยิ้มขอบคุณที่มอบให้กับคนรู้ใจที่สุด ผมรู้ว่าเขาหันหน้าไปทำไม เคตะกำลังรอ…รอให้ผมพูดอะไรออกมาซักอย่างอย่างอดทน

ผมไม่เคยเชื่อ…ที่ใครๆก็ว่ากันว่า…ความรักชอบเล่นตลก…หากตอนนี้ ถึงเวลาที่ผมต้องเชื่อแล้วรึเปล่า…
แปลกมั๊ย…ทั้งๆที่ผมกำลังนั่งอยู่กับคนที่ผมเฝ้าคิดถึงมาตลอดสามปี
…คนที่ผมคิดแต่จะทำยังไงให้เขาหันมาแม้จะไม่ได้หันมาด้วยความรัก…
…ทั้งๆที่ทุ่มเทลงไปมากขนาดนั้น…แต่ทำไม…ตอนนี้ผมกลับไม่รู้สึกอะไรเลย…
ตรงข้าม…ความตื่นเต้น…ความปวดร้าว…ความหวงแหนนั้น…มันกลับไปอยู่กับใครอีกคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ซะได้…

ความรักเล่นตลกกับผมจริงๆ…จะผิดรึเปล่า…ถ้าผมจะเลิกรักใคร และเริ่มต้นใหม่ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

…ผมเคยถาม…ว่าทำไมสามปีของผมกับสามเดือนของยูสุเกะถึงเท่ากัน…ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเพราะอะไร…
…เพราะความรัก เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้เวลา…

ความรัก…มันเกิดขึ้นกับผมโดยที่ผมไม่รู้ตัวเลย
กับเคตะ…มันเป็นเหมือนดวงอาทิตย์…
เขาทำให้ผมอบอุ่น จนผมต้องเงยหน้ามองและคิดจะคว้า…
หากแต่กับเรียวเฮ…มันเป็นเหมือนเช่นลมพัด…
…ลม…ที่เราไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่…จะรู้สึกได้…ก็ต่อเมื่อลมผ่านไปแล้วทิ้งความเย็นเอาไว้ทุกที…

“เคตะ” ผมเรียกชื่อร่างเล็กที่นั่งโยกเบาๆอยู่ข้างๆขึ้นมา

“หืม??”

“กับชินยะ…ไปได้ดีมั๊ย” ผมถามถึงคนรักคนใหม่ของเขา ถามทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าเคตะจะมีความสุขดีแค่ไหนกับผู้ชายที่มีแต่จะให้กับเคตะ แต่ผมก็แค่อยากจะแน่ใจ เคตะเอียงหน้ามามองผมนิดหนึ่งก่อนจะอ้อมแอ้มออกมาเขินๆ

“ก็ดี…ดีนะ…ดีกว่ายูสุเกะอีก ริวจังล่ะ…กับเรียวจังดีรึเปล่า” เขาย้อนถามผมยิ้มๆ ผมหลับตานึกถึงภาพที่มักจะเห็นจนชินตาทุกวัน เรียวเฮที่ยิ้มแย้ม เรียวเฮที่ร่าเริง และทำให้ผมมีความสุขได้เสมอไม่ว่าเมื่อไหร่

“ก็…ด…” คำว่าดีกำลังจะหลุดออกจากปากของผม หากภาพบางอย่างกลับแทรกขึ้นมาเสียก่อนทำให้คำตอบถึงกับหยุดชะงัก ภาพสายลมเย็นๆกับอากาศหนาวอู้ที่พาให้ร่างบางภายใต้การโอบอุ้มของลมนั้นเหน็บหนาวจนตัวสั่น กับสายตาเงียบเหงาที่มักจะมองมาที่ผมมันผุดขึ้นมาชัดจนหัวใจของผมที่กำลังจะสงบกระตุกและเจ็บปวดขึ้นมาอีกแล้ว

สายตาของคนที่รอคอยความรักจากใครสักคนอย่างคาดหวัง
…ความหวังที่ทนุถนอมเอาไว้นั้น…นายเก็บไว้เพื่อใครนะ…

“ริว…???!!!” เคตะหันกลับมาเรียกชื่อผมเมื่อผมเงียบไปนานเกิน ก่อนที่เขาจะชะงักและเงียบตามผมไปอีกคน ผมเห็นเคตะหน้าเสียไปเล็กน้อย แววตาคู่สวยนั้นตัดพ้อผมออกมาอย่างเห็นได้ชัด

“ฉันไม่สำคัญพอที่นายจะบอกอะไรรึไง ฉันจะเป็นที่พึ่งให้นายบ้างเลยไม่ได้รึไงกันริว…นายยังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่รึเปล่า” เสียงใสๆนั้นต่อว่าผมเบาๆด้วยความน้อยใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อน คำว่า ’เพื่อน’ นั้นมันคงทำให้ผมเสียใจจนไม่อาจทนนั่งอยู่ข้างๆเขาได้ แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว ผมหันหน้ากลับมาสบตากับเคตะที่จ้องมองมาที่ผมอย่างคาดคั้น เป็นครั้งแรกนับจากวันนั้นที่ผมกล้าที่จะสบตากับเคตะจริงจัง ตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยแววน้อยใจลึกข้างในมันเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ผมไม่เคยมองเห็น ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา

“นายเป็นยิ่งกว่าเพื่อนของฉันเคตะ…” ผมบอกความในใจที่ไม่เคยได้บอกออกไป ความจริงที่มันจะคงอยู่เสมอ ถึงจะรักไม่ได้ ถึงตอนนี้จะไม่ได้รัก แต่นายเป็นมากกว่านั้นแน่ๆ

“งั้นบอกมาสิ…ว่านายกำลังไม่สบายใจอะไร…”

“ฉัน…”

============================

เรียวเฮมักจะมองผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มที่แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดเสมอ
เรียวเฮมักจะนั่งมองเหม่อ ออกไปที่ไหนซักที่ที่ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น

เรียวเฮจะรู้เปล่า…มันทำให้ผมละสายตาไปจากเขาไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว
ผมรู้…เพราะยังลืมไม่ได้ใช่มั๊ย…แล้วจะทำยังไงให้เขาหันมามองที่ผมคนเดียวได้ล่ะ

คำถามนี้ผมถามเคตะออกไปอย่างไม่อาย ใช่…นี่ล่ะคือสิ่งที่ผมเฝ้าแต่กังวลในเรื่อยมา ยิ่งในช่วงเดือนหลังนี้ที่เรียวเฮยิ่งจะชอบตากลมเป็นพิเศษยิ่งทำให้ผมเจ็บลึกเข้าไปยิ่งกว่าโดนทำร้ายจิตใจ ในสมองมีแต่คำถาม…ทำไม…ทำไม…และทำไม…

‘แล้วถ้าเรียวเฮจะไม่หันกลับมา…ริวจะเลิกรักมั๊ย’ เคตะย้อนถามผมด้วยคำถามที่ทำให้ผมต้องหยุดคิด

เลิกรักเหรอ…นั่นสินะ…ผมจะเลิกรักเขาหรือเปล่า…เหมือนอย่างที่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับเคตะแล้วตอนนี้…
จะละทิ้งรอยยิ้มสีสวย แววตาอบอุ่น กับน้ำเสียงที่ร่าเริงนั้นเหมือนกับที่ละทิ้งจากเคตะได้รึเปล่า…
คำตอบคือ…ไม่ได้..ไม่ได้แน่ๆ…ไม่มีเหตุผล…ไม่รู้เพราะอะไร…ผมรู้แต่ว่า…ครั้งนี้…
…ผมปล่อยให้ความรักของผมพัดผ่านไปไม่ได้อีกแล้ว…

’ที่ไม่ตอบเพราะรู้ว่าทำไม่ได้ใช่ไหม เรียวเฮก็เหมือนกัน‘ เคตะโยกตัวเล่นบอกผมยิ้มๆ หากเน้นย้ำประโยคหลังจนน่าแปลกใจ ผมหันกลับมามองเคตะอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ได้เพียงรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยปริศนายิ่งกว่าเก่า

‘มองเรียวเฮให้จริงจังกว่านี้ มองให้ลึกกว่านี้ คำตอบที่ริวอยากได้อยู่ที่นั่น’ เคตะบอกอย่างนั้น บอกราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถที่ผมจะทำได้เลย

มองให้ลึกและจริงจังงั้นเหรอ…คำพูดของเคตะ แฝงความหมายอะไรเอาไว้กัน…

อากาศข้างนอก ยิ่งดึกก็ยิ่งหนาว ลมหายใจของผมมันลอยออกมาเป็นควัน ยกนาฬิกาขึ้นมามองดูเวลาก่อนจะมองไปที่ท้องฟ้ารอบๆ

…อยากเจอเรียวเฮ…เป็นสิ่งที่ผมคิดอยู่ในตอนนี้ อันที่จริงตั้งแต่ที่ผมรู้ตัวว่าผมละสายตาจากเขาไม่ได้ ผมก็ไม่อยากที่จะอยู่ห่างจากเรียวเฮอีกเลย ไม่อยากให้เขาคิดถึงใครในเวลาที่ไม่มีผมอยู่ใกล้ๆ แต่ทุกครั้งที่ผมเห็นแววตาของเขาทีไร…มันเหมือนกับว่าเขาจะผลักผมออกไปให้ไกลทุกที

ดึกป่านนี้แล้ว…เรียวเฮจะเป็นยังไงบ้างนะ…ไข้จะลดแล้วรึยัง… เป็นไข้เพราะเอาแต่ตากลมคิดถึงใคร…ถึงแม้ว่าจะน่าน้อยใจ แต่มันก็หยุดความเป็นห่วงของผมไม่ได้ ร่างกายบอบบางที่อุ่นจัดอยู่ตลอดเวลานั้น…ตอนนี้จะเย็นลงบ้างแล้วรึยังก็สุดรู้

…ไปหา…เหมือนความรู้สึกของผมสั่งการให้มันเป็นอย่างนั้น ความคิดของผมเร่งให้สองเท้าก้าวให้เร็วขึ้นอีกหน่อย ทางตรงที่จะพาผมกลับบ้านไม่ได้อยู่ในสายตา จุดมุ่งหมายคือทางเลี้ยวขวาข้างหน้าที่จะพาไปบ้านเรียวเฮต่างหาก สายตาของผมจ้องมองไปที่หน้าต่างห้องเรียวเฮที่อยู่ไม่ไกล ห้องชั้นสองที่เรียวเฮอยู่นั้นมันสูงและใกล้พอที่ผมจะเห็นได้แล้ว ไฟในห้องนั้นเปิดอยู่เลือนรางทำให้ผมชะงักและเพ่งมอง…

…ตื่นแล้วเหรอ…ผมถามคำถามกับตัวเอง หากคำตอบกลับทำให้สองเท้าของผมหยุดชะงักลงได้ราวกับทุกอย่างในโลกนี้หยุดนิ่ง มีเพียงอย่างเดียวที่กำลังเคลื่อนไหว…ผ้าม่าน….และ…

ไม่รู้ตัวเลยที่สองเท้าเปลี่ยนจากก้าวเดินเป็นออกวิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมรู้แต่ว่าผมต้องวิ่ง…อย่างไม่คิดที่จะหยุดจนกว่าจะได้เห็นอย่างแน่ใจว่าคนที่กำลังยืนอ้าแขนรับลมหนาวให้ปะทะเข้าหน้านั้นคือร่างเล็กที่ผมกำลังคิดถึงจริงๆ ผมมาหยุดพักหายใจเมื่อมาถึงที่หน้าหอพัก หากสายตาไม่ได้ละไปจากร่างขาวๆนั้นเลย เรียวเฮ!!

“บ้าชะมัด!!!” ผมสบถกับตัวเองอย่างหัวเสีย ทั้งๆที่ไม่สบาย ทั้งที่ทำไปมันเกิดอะไร แล้วเขาจะทำไปให้มันได้อะไร ใครคนนั้นมันสำคัญแค่ไหน ถ้าทำเพียงเพื่อจะให้ผมถาม ได้!!! ผมจะถาม ครั้งนี้ผมจะถามให้รู้ ถามให้มันเจ็บลงไปแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวและเป็นครั้งสุดท้าย แล้วผมจะไม่ถามเขาอีกเลย

“เรียว!!!” แค่เพียงเอ่ยเรียก ดวงตาคู่สวยที่ปิดสนิทนั้นก็ค่อยๆลืมขึ้นช้าๆ ก้มลงมามองผมที่อยู่ข้างล่าง ก่อนที่รอยยิ้มที่ผมจะได้เห็นเสมอทุกครั้งที่ผมเรียกจะเผยออกมา

“ริว” เสียงหวานนั้นเรียกเบา คลี่ยิ้มที่เป็นรอยยิ้มที่สวยและเศร้าที่สุดออกมา ทั้งๆที่ไม่น่าจะได้ยินเลย แต่ท่ามกลางความเงียบสงัดที่มีแต่สายลมพัดผ่านนั้น มันกลับดังชัดจนหน้าอกของผมมันปวดปลาบไปหมด

…เจ็บปวด…นายเจ็บปวดอะไร…

“นายอยากจะเป็นหวัดให้ตายไปเลยรึไง!!!” แทบไม่รู้ตัวที่ผมตะโกนใส่เขาออกไปด้วยความโกรธ สองมือจิกกำแน่นเผื่อว่าบางทีมันจะคลายความเจ็บภายในของผมลงไปได้บ้าง ทำไมถึงต้องยิ้มให้ฉันอย่างนั้นทั้งๆที่ใจนายมันไม่ได้มีฉันอยู่ในนั้นแม้แต่นิดเดียว

เสียงหัวเราะเบาๆของเรียวเฮดังมาตามลม คนตัวเล็กที่ยืนพิงผ้าม่านสีขาวนั้นเอนตัวซบกับขอบหน้าต่างพลางยิ้มกว้าง

“กลับมาทำไม…ลืมของเหรอ” เขาย้อนถามเหมือนไม่เดือดร้อนกับท่าทีของผม เหมือนกับทุกๆทีที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ครั้งนี้ผมไม่คิดที่จะปล่อยผ่าน หมัดที่กำแน่นของผมมันแน่นขึ้นจนผมแทบจะไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว

“นายมองหาใครเรียว!!” ผมถามเสียงแข็ง ในอกมันหนักราวกับว่าทุกคำที่ผมพูดมันกระชากเอาเลือดเนื้อของผมออกมาด้วย ดวงตาคู่สวยนั้นแปรเปลี่ยนไปครู่หนึ่งก่อนที่มันจะกลับมาเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย

“ฉันคิดว่าริวจะไม่ถามซะแล้ว….” เสียงใสนั้นบอกสั้นๆ ขยับตัวให้เข้ามาใกล้ผมให้ได้มากที่สุด แต่มันก็แค่สุดขอบของหน้าต่างเท่านั้น “คิดว่าจะไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ”

“…พูดอะไรของนายกันน่ะ…” คำพูดนี้แทบจะไม่ได้หลุดออกจากคอของผมเลย…มันจุก…ตั้งแต่ประโยคแรกที่เขาพูดออกมาแล้ว หัวใจที่มันเต้นหนักๆ เต้นช้าลงแต่กลับปวดขึ้นทุกทีที่ได้ยินคำพูดของเขา ไม่สนใจงั้นเหรอ

…เรียวเฮคิดอะไร ทำไมผมไม่เคยเข้าใจ…

“ฉันมองหาคนรักของฉัน” คำตอบง่ายๆมาเร็วราวกับฟ้าฟาด ผมเอียงคอมองเขาอย่างหมดแรงกับคำตอบที่ไม่อยากจะได้ยินเป็นที่สุด เรียวเฮยังคงยิ้มเหมือนเคย รอยยิ้มที่เหมือนสายลม พัดมา…แล้วก็ลางไป…

“…คนรัก…ที่ไม่มีวันจะได้มา…” เสียงหวานบอกง่ายๆ ยิ้มส่งให้ราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะเจ็บปวดหากมันเป็นเหมือนเรื่องราวที่มีคุณค่ามากที่สุด ทำไมผมจะต้องเป็นฝ่ายที่ได้รู้คำตอบก่อนที่จะพูดอะไรก่อนทุกที ไม่!!! ผมจะไม่ให้มันเป็นอย่างนั้น

ผมเค้นเสียงถามอย่างไม่เข้าใจ “นายมองหาใคร ทั้งๆที่ฉันก็อยู่ข้างๆนายอย่างนี้”

“พอเถอะริว…ที่ข้างๆริวน่ะมันไม่ใช่ฉันหรอก…” เขาก้มหน้าลงบอกผมเสียงแผ่ว สองมือที่เกาะขอบหน้าต่างนั้นดูเกร็งขึ้นมาคล้ายกับว่าเขากำลังกดอะไรบางอย่างลงไป แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าคำพูดของเขาอีกแล้วในตอนนี้ ทำไมถึงมีแต่คำปฏิเสธ ทำไมถึงมีแต่ความผิดหวัง ผมไม่ต้องการ!!!

“รู้ได้ยังไงว่ามันไม่ใช่!!! รู้ได้ยังไงว่าไม่ได้!!!! รู้ได้ยังไงว่าฉันคิดอะไร!!!!” ผมตะโกนถามออกไปอย่างเหลืออดเหลือทน ทำไมมันถึงสายไปเสมอสำหรับผม ความเงียบเข้าปกคลุมเราสองคนทันที ผมมองจ้องใบหน้าหวานนั้นอย่างรอคอยคำตอบ หากที่ผมเห็นมีเพียงร่างกายที่สั่นเทิ้มของเรียวเฮที่ค่อยๆสั่นแรงขึ้น…แรงขึ้นทุกที

“ตอบฉันมาสิเรียว!!” คำเร่งเร้าของผมกระตุ้นให้เขาเงยหน้า เรียวเฮเบือนหน้าหนีผมไปทางอื่นก่อนที่จะหันกลับมา จ้องตาผมที่เฝ้ามองอยู่ด้วยสิ่งที่ผมไม่หวังจะได้เห็น…น้ำตา…เขาเงยหน้าขึ้นมาตอบผมทั้งน้ำตา

“เพราะฉันเห็นไง!! เห็นเสมอเวลาที่นายมองใคร เห็นทุกครั้งที่นายเจ็บปวด เห็น…ว่าไม่ว่าเมื่อไหร่นายก็ลืมเคตะไม่ได้ เลิกรักเคตะไม่ได้ และเลือกที่จะไปจากฉัน ไปทางนั้น!!! ไปหาเคตะ…” มือเล็กๆชี้ไปตามทางผมเพิ่งจะวิ่งกลับมา มือที่สั่นเทากับน้ำตาที่ร่วงพราวราวหิมะที่หยุดลงไม่ได้อีกแล้ว

“ไม่ว่าเมื่อไหร่ ไม่ว่าครั้งไหน ความรักที่นายมีให้เคตะมันก็ไม่เปลี่ยนไป ความคิดของนายที่มีแต่เคตะ สายตาของนายที่มองแต่เคตะ แล้วอย่างนี้ยังจะบอกได้อีกเหรอว่าที่ตรงนั้นมันเป็นของฉัน ถ้าถามว่าฉันตากลมเพราะอะไร ฉันก็จะตอบให้มันเพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้นายสนใจฉันได้ไงริวอิจิ พอแล้ว…พอเถอะริวอิจิ…อย่าให้ฉันต้องสมเพชตัวเองมากไปกว่านี้เลย อย่าให้ฉันต้องเจ็บปวดเพราะได้แต่เฝ้ามองนายหันหลังให้อยู่อย่างนี้เลย อย่าให้ฉันต้องมองหา…ความรัก…ที่ไม่มีวันจะได้มา…ฮึก…อย่างนี้เลย พอแล้ว…ฮึก…ฮึก…”

คำพูดสุดท้ายของเรียวเฮหายไปกับเสียงสะอื้นที่เขาพยายามจะกลืนลงคอ ทุกคำพูดที่เจ็บปวด ทุกคำพูดที่แสนจะทรมาน เรียวเฮระบายมันออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆอย่างคนที่ยอมแพ้หมดแล้วทุกสิ่ง หากมันกลับฝังลึกลงไปในใจผมด้วยความรู้สึกเต็มตื้นได้อย่างน่าประหลาด ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขาเองก็ไม่ได้ต่างไปจากผม ทุกคำพูดที่เป็นความเสียใจ จะร้ายกาจเกินไปไหมถ้าผมจะบอกว่ามันเป็นยิ่งกว่าความดีใจใดๆของผมทั้งปวง ตอนนี้ผมเข้าใจถึงความหมายที่เคตะบอกผมแล้ว เคตะที่เข้าใจอะไรๆก่อนผม เพราะเขาเป็นคนที่อยู่ข้างหลังสุดในพวกเราสามคน

…มองเรียวเฮให้จริงจังกว่านี้ มองให้ลึกกว่านี้ คำตอบที่ริวอยากได้อยู่ที่นั่น…

ผมมองจ้องลึกเข้าไปข้างในร่างบอบบางที่กำลังร้องไห้ตัวสั่นสะท้านอย่างหมดอาย ความทรงจำทั้งหมดไหลเวียนมาราวกับจะเฉลยว่าไอ้คนที่ผมกำลังหึงบ้าบออยู่นั่น ไอ้คนที่มันได้ความรักจากเรียวเฮไปนั่น มันคือไอ้ผู้ชายซื่อบื้อคนหนึ่งที่ตอนนี้กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเรียวเฮนั่นเอง

ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ผมเดินเข้าโรงเรียนมา ผมก็จะได้เห็นคนตัวเล็กที่คอยโบกมือทักทายให้เสมอ
ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ผมจะหันไปหาเคตะที่นั่งอยู่ข้างหลัง ผมก็จะได้เห็นรอยยิ้มของเขาก่อนรอยยิ้มของเคตะเสมอ
ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ผมไปนอนทอดอาลัยอยู่บนดาดฟ้า ผมก็จะได้เจอเขาที่มานอนเล่นอยู่เสมอ
ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ผมเดินกลับจากการแอบไปส่งเคตะ ผมก็จะได้เจอเขาที่ทางแยกนั้นเสมอเช่นกัน

ทุกห้วงเวลาที่ผ่านมา ไม่มีครั้งไหนเลยที่ผมมองไปแล้วจะไม่เจอเรียวเฮ…ทำไมผมถึงได้ซื่อบื้ออยู่ตั้งนานอย่างนี้นะ สมควรแล้วที่ผมจะกลายเป็นฝ่ายที่ได้รู้คำตอบก่อนที่จะพูดอะไรออกมา เพราะผมมันบ้าและงี่เง่าอย่างนี้นี่ไง

แล้วมันก็ทำให้เราสองคนเข้าใจอะไรไขว้เขวจนเจ็บปวดกันทั้งสองฝ่าย

“…ขอโทษนะเรียว…ฉันขอโทษ…” ผมเอ่ยออกมาเป็นคำแรกหลังจากที่ทบทวนทุกอย่างจบ เรียวเฮเงยหน้าขึ้นมามองผมน้ำตาร่วงพราวกับสิ่งที่ผมพูดออกมา ก่อนจะเบือนหน้าหนีกับคำขอโทษนั้น ไหล่เล็กกำลังผินกลับจะเข้าห้อง

“เดี๋ยว!! เรียว…อย่าไปนะ…ฟังฉันก่อน…” ผมรีบรั้งเขาเอาไว้ สองเท้าขยับก้าวราวกับจะเข้าไปคว้าเขา ไม่ได้คว้าด้วยมือ แต่ผมจะคว้าเขากลับมาด้วยคำพูดของผม

“…ขอโทษที่ทำให้ต้องเจ็บปวด…ขอโทษที่ฉันมันซื่อบื้อและงี่เง่าที่ไม่รู้อะไรเลย…ขอโทษที่ฉันทำให้นายต้องมีน้ำตา…ขอโทษที่ฉันไม่รู้ว่าฉันได้ความรักจากนายมานานแค่ไหนแล้ว รู้รึเปล่าว่าทุกครั้งที่ฉันมองนายนั่งเหม่อออกไป…ฉันเจ็บปวดที่นายกำลังคิดถึงใครคนนั้น…รู้รึเปล่าว่าทุกครั้งที่ฉันหันกลับมาเห็นแววตาเศร้าๆของนาย…ฉันเสียใจที่เห็นว่านายยังลืมคนที่นายชอบไม่ได้…รู้รึเปล่าว่าทุกครั้งที่ฉันคิดจะกอดนาย…ฉันทำใจไม่ได้ที่จะเป็นตัวแทนของใคร…และที่ฉันไปหาเคตะวันนี้…รู้รึเปล่า…ว่าฉันหึง…หึงนายจนไม่รู้จะไปปรึกษาใครนอกจาก ‘เพื่อนรัก’ คนเดียวของฉัน…”

ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี สาราภาพความในใจทุกอย่างออกไปอย่างหมดอาย ผมจงใจเน้นย้ำคำหลังเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเคตะให้เขามั่นใจ ผมหวังว่าเขาจะรับรู้ได้และหันกลับมายิ้มให้ผมอีกครั้ง…เชื่อ…เชื่อฉันเถอะนะ…

“…ไม่จริง…” เขาค้านออกมาแผ่วเบา ยังคงไม่หันหน้ามาให้ผมได้แต่มองแผ่นหลังสั่นสะท้านนั้น ผมก้มหน้ายิ้มให้กับตัวเอง นั่นสินะ…สมควรที่เขาจะไม่เชื่อ…มันคงถึงเวลาที่ผมจะต้องทนมองเขาที่หันหลังให้บ้าง มันคงถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องพยายามอย่างจริงจังซักที

“เชื่อฉันเถอะเรียว…รู้รึเปล่าว่าทุกครั้งที่เรียวยิ้ม…ฉันถอนสายตาไปจากรอยยิ้มหวานๆนั้นไปไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว…มันอาจจะสายเกินไป…แต่…รู้มั๊ย…ตอนนี้…ฉันทำให้ตัวเองรักเรียวน้อยลงไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว”

ผมสารภาพรักออกไปด้วยความจริงใจทั้งหมดที่มี ทิ้งไพ่ออกไปหมดมือหวังเพียงแค่จะได้เห็นเขาหันกลับมาเท่านั้น ผมเห็นเรียวเฮก้มหน้าลงร้องไห้ ไหล่บางสั่นสะท้านอย่างกับมีใครไปจับเขย่า และก่อนที่ผมจะคาดคิดเขาก็หันหลังกลับมาพร้อมกับปีนหน้าต่างกระโจนลงมาข้างล่างอย่างรวดเร็ว ผมมองเขาตาค้างไม่ต้องรอให้สมองสั่งการขาสองข้างของผมก็พาตัวไปรับเขาก่อนแล้ว

“เรียว!!!!” ผมร้องเรียกเสียงหลง คว้าตัวเขาเอาไว้ได้ทันก่อนที่เขาจะถึงพื้นแต่มันก็ทำให้ผมเสียหลักล้มลงไปกระแทกพื้นเข้าเต็มๆ ผมกอดกระชับตัวเย็นๆของเรียวเฮแน่นป้องกันให้เขากระเทือนน้อยที่สุด ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองหน้าคนที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างโล่งใจระคนดีใจ การที่เขากระโดดลงมาหาผม…นั่นมันก็คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วใช่ไหม ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไร เจ้าของใบหน้าหวานที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาก็ลงมือทุบรัวลงมาที่อกผมพลางต่อว่า

“นายมันบ้า!!! บ้าๆๆๆๆๆ รู้รึเปล่า!! บ้าที่สุดเลย” เขาพร่ำบอกอย่างนั้นพลางรัวทุบกำปั้นเล็กๆใส่ผม ผมได้แต่นั่งนิ่งๆให้เขาทุบได้ตามชอบใจ ไม่เถียงไม่บ่นอะไรทั้งนั้น ผมยอมรับทั้งหมดโดยสดุดี จนเขาอ่อนแรง มือสองข้างนั้นถึงได้หยุดลงพร้อมๆกับที่หยดน้ำใสๆนั้นรินลงมาอีก มือเล็กเปลี่ยนมาเป็นขยุ้มเสื้อผมจนยับสะอื้นฮักออกมา

“ก็เพราะฉันเองก็รักนายน้อยไปกว่านี้ไม่ได้เหมือนกัน ถึงได้ต้องเสียน้ำตาให้นายอย่างนี้ไง เพราะฉะนั้นห้ามปล่อยมือจากฉันเด็ดขาด เข้าใจรึเปล่า” เขาบอกผมด้วยใบหน้าที่มีน้ำตาไหลพร่างพรายพร้อมกับซุกตัวเข้ามาในอ้อมกอดผม เลือนมือมากอดกระชับผมแน่นเช่นเดียวกับผมที่รั้งตัวเขาเข้ามากอดอย่างไม่คิดที่จะลังเลอีกแล้ว ต่อให้เขาไม่บอกผมก็ไม่มีวันที่จะปล่อย ไม่มีทางที่ผมจะกลับไปเป็นผู้ชายที่ซื่อบื้ออีกเป็นครั้งที่สาม

ลมหนาวๆของค่ำคืนที่เหน็บหนาวพัดมาแผ่วๆ พร้อมกับเกล็ดน้ำแข็งสีขาวร่วงลงมากระทบแก้มใสของเรียวเฮ หน้าใสที่เห่อแดงเพราะการร้องไห้เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่กำลังโรยหิมะลงมาอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนที่มันจะร่วงลงมาแตะที่ริมฝีปากเรียวสวย ผมมองเกล็ดหิมะเกล็ดนั้นก่อนที่จะยิ้มออกมา

“ในที่สุดก็ร่วงลงมาให้ฉันจับได้ซักทีนะเรียว” ผมบอกพร้อมกับก้มหน้าลงประทับริมฝีปากที่ริมฝีปากใสของเขา ไอเย็นๆของละอองหิมะที่ซึมซาบเข้ามาไม่ชื่นใจเท่าการที่เขาเองก็มอบสัมผัสประทับให้ผมเช่นกัน สัมผัสที่อ่อนหวานนุ่มนวลจากคนที่เป็นเหมือนสายลม

…ลมที่พัดอยู่รอบกาย…และผมเชื่อว่าเขาจะไม่ห่างผมไปไหนอีกแล้ว…เช่นเดียวกับที่ผมก็จะไม่ปล่อยให้ลมถูกพัดไปจากชีวิตผมเช่นกัน…

การรักใครสักคน…มันง่ายแค่ไหน…??
แล้วการเลิกรักล่ะ…มันยากเพียงใด…??
เลิกรัก และเริ่มต้นรัก…อย่างไหน…มันง่ายกว่ากัน…
…ไม่มีใครตอบได้…แม้แต่ตัวผมเอง…

1+1=1…โจทย์ข้อนี้…คุณว่า…มันเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือยัง???
============== End ===============

26
Mar
08

1+1=1 :: Are you alone?? :: [Opening : RYOHEI PART]

1+1=1 :: Are you alone?? :: [Opening : RYOHEI PART]

…เรียว…นายจะคิดว่ายังไง ถ้าคนอกหักสองคนจะมาคบกัน…
มันก็บ้าน่ะสิ ถามได้
…มันบ้ายังไง…
เอ้า…ก็คนไม่ได้รักกันมาคบกัน มันจะไปดีได้ยังไงกันล่ะ
…มันก็ไม่แน่หรอกนะ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดก็ได้ ไม่คิดว่างั้นเหรอ…
มันก็…ไม่รู้สิ ฉันจะไปรู้ได้ยังไง
…นี่…เรียวเฮ…ฉัน…อย่างฉันเนี่ย…อกหักใช่มั๊ย…???…
จะให้คิดว่าอย่างนั้นมันก็ใช่ล่ะมั๊ง
…แล้วนายล่ะ…อกหักรึเปล่า…???…
ถ้าการรักเขาข้างเดียวของฉันมันคือการอกหักล่ะก็…คงใช่มั๊ง อะไรของนาย ถามมากจังริวอิจิ
…เปล่า…ก็…ฉันแค่กำลังคิด…
คิดอะไรอีกล่ะ
…คิดว่า…เรา…มาบ้ากันดีมั๊ย…

1+1=1…โจทย์ข้อนี้…คุณว่า…มันต่างจาก 2+1 = 1ยังไง???

=============================

[Opening : RYOHEI PART]
เขาแอบรักเพื่อนตัวเอง…แต่ผมแอบรักเขา
เขาอกหัก เพราะไม่ว่ายังไง เขากับเพื่อนเขาก็เป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้น
ผมอกหัก เพราะไม่ว่ายังไง ผมกับเขาก็เป็นได้แค่เพื่อนเหมือนกัน
เขารู้…ผมอกหัก…เลยชวนผมคบกันเพียงเพราะเราอกหักเหมือนกัน
แต่เขาไม่รู้…ว่าที่ผมอกหัก ก็เพราะผมรักเขานั่นแหละ….

ลมเย็นๆที่พัดมาปะทะแก้ม เย็นจัดจนทำให้ผมต้องยู่หน้า แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมขยับตัวออกมาจากหน้าต่างห้องที่เปิดอ้าได้แต่อย่างใด เสียงลมที่หวีดหวิวอื้ออึง กับอากาศหนาวแห้งๆที่พัดเข้าห้องมาทำให้เพื่อนๆที่กำลังเล่นกันเพื่อหาความอบอุ่นอยู่ในห้อง ตะโกนด่าผมขึ้นมาทันที

“เฮ้ย!! ไอ้เรียว เปิดหน้าต่างทำไมวะ หนาวนะเว้ย!!! ปิดซะ!!”

“ฮ่าๆๆ พวกแกหนาวเหรอ สมน้ำหน้า ฉันไม่หนาวนี่หว่า ไม่ปิด!!” ผมหันไปหัวเราะให้กับเพื่อนฝูงที่แทบจะเอาสมุดเฮโลกันปาใส่หน้าผมอย่างเซ็งๆที่โดนกวนตีน แต่ไม่มีใครทำจริงๆหรอก เพราะมันกลัวหน้าน่ารักๆของผมจะเป็นรอยซะเปล่าๆ

“เจริญจริงไอ้หมีขาวเวร อยากหนาวนักก็กลับไปฮอกไกโดบ้านแกนู่นเลยไป๊!!” แน่ะ ดูมันทำมาเสือกไสไล่ส่งผม ผมเบ้หน้าแลบลิ้นปลิ้นตาใส่มัน เฮอะ…ถ้าเค้าไปจริงอย่ามาเหงาแล้วกัน…อันนี้ผมไม่ได้หลงตัวเองนะ แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆนี่นา ใครๆก็ว่าว่าผมน่ะเป็นสีสันของห้องที่ขาดไม่ได้นี่

แต่ผมที่ใครๆที่คิดว่าร่าเริงอย่างนี้น่ะ จะมีใครรู้บ้างมั๊ยนะว่าไอ้ที่ยิ้มๆอยู่ตอนนี้ บางทีมันก็ไม่ใช่สิ่งที่มาจากข้างใน จะมีคนปกติดีที่ไหนกันบ้างที่จะมานั่งเปิดหน้าต่างรับลมเล่นในวันที่พยากรณ์อากาศทำนายไว้ว่าจะหนาวที่สุดแห่งปี นอกจากคนที่อยากจะทำร้ายตัวเองเท่านั้น แต่ผมไม่ได้อยากจะทำร้ายตัวเองนะ…ผมน่ะ..กำลังรอคนอยู่ต่างหาก…

ลมเย็นๆพัดเข้ามาปะทะหน้าอีกแล้ว เย็นจนหนาวดีชะมัด…เสียงบ่นๆของเพื่อนๆยังคงลอยมาตามลม…มันบ่นว่าทำไมผมถึงได้ชอบอากาศหนาวๆ แล้วก็มีคนตอบให้เสร็จสรรพว่าเพราะผมเป็นเด็กฮอกไกโดน่ะสิ…ไอ้จะว่าถูกมันก็ถูกหรอกนะ ผมชอบอากาศเย็นๆก็จริง แต่ไอ้หนาวจนควันออกจมูกแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน…แต่รู้ทั้งรู้ว่าไม่ไหว…ผมก็ยังจะนั่งแช่อยู่ได้…
 
“เรียวเฮ!! นายทำอะไรน่ะ” นี่ไงล่ะ เหตุผลของผม เหตุผลที่มาพร้อมกับความอบอุ่นของฝ่ามือที่วางทาบลงมาบนหัวผมแล้วขยุ้มเบาๆเป็นเชิงดุ  ผมแหงนหน้ามองทั้งๆที่มืออุ่นนั้นยังเล่นหัวผมอยู่ ยิ้มกว้างให้…คนอุตส่าห์มองหาตั้งนาน…เข้ามาทางไหนไม่เห็นรู้เรื่องเลย

“มาแล้วเหรอ…นั่งเล่นด้วยกันมั๊ยล่ะ ริว” ผมทักพร้อมกับชวนให้เขานั่งลง ทั้งๆที่ไม่ต้องชวนเขาก็ต้องนั่งลงอยู่แล้ว ก็ไอ้ที่นั่งข้างหน้าผมน่ะ มันที่นั่งของเขานี่นา

นี่ล่ะ…คนคนนี้ล่ะ…คือคนที่ทำให้ผมมานั่งตากลมอยู่ตอนนี้…

“เป็นหวัดก็บ่อยแล้วยังจะมานั่งแช่เย็นอยู่ได้นะ พิลึกคนรึเปล่าเนี่ย” เขาส่ายหน้าบอกผมดุๆ ผมเท้าคางฟังเขาบ่นแล้วก็ยิ้มตามออกมา ยักไหล่

“เอาสิ…ฉันพิลึกนายก็เป็นแฟนคนพึลึก”

“ไม่ได้หมายความว่าฉันจะพิลึกไปด้วยนี่” มือใหญ่เอื้อมมาบีบจมูกผมเบาๆหนึ่งที ก่อนจะลุกขึ้นหันไปที่หน้าต่างที่ผมอุตส่าห์ง้างเปิดมันอยู่ตั้งนานดึงปิดลงอย่างง่ายดาย เสียงเพื่อนๆในห้องตะโกนแซวกันขึ้นมาทันที

“อะไรว้า ทีพวกฉันบอกให้ปิดผ่ามาทำกวนตีน ทีไอ้ริวมา ทำมาว่าง่าย เฮอะ ไอ้หมีขาวใจคด”

“นั่นสินะ ไอ้พวกปลาไหลใจซื่อ ฉันมันก็แค่พวกใจคดที่ไม่ค่อยจะชอบให้ใครลอกข้อสอบเท่าไหร่ แย่จัง” ผมย้อนกลับปากยื่นด้วยความงอน ประชดเรียกเสียงโอดครวญเหมือนแมวโดนเหยียบหางขึ้นมาได้ทันที

“ไอ้หมีใจดำ ไอ้หมีแล้งน้ำใจ” โอดครวญแนวด่ายังไงไม่รู้ ผมฟังแล้วก็เดินไปแว๊กแยกเขี้ยวใส่มันถึงที่ ต้นฉบับโพยในห้องนี้ก็ไม่มีใครอีกนอกจากผมยังจะทำปากกล้าอีกนะไอ้พวกเวรนี่ แล้วไม่นานนักเสียงทำร้ายทุบตีกันก็ดังกันเอิกเกริก ซักพักเริ่มมีเสียงเชียร์จากทั่วห้อง ทุกคนมารวมตัวกันที่ผมหมด ก่อนที่จะมีเสียงมวยวัดดังตุ๊บตั๊บๆ ไม่นานผมก็คว้าชัยชนะกลับมาได้อย่างสวยงามเพียงเพราะพวกมันไม่กล้าเล่นหน้าผมในขณะที่ผมซัดเอาๆ แล้วอย่างนี้ผมจะแพ้ได้ไงล่ะ ฮ่าๆๆ

“นี่ๆๆ ดูสิริว ผลงานฉัน” ผมหัวเราะร่าพลางเดินกึ่งวิ่งมาหาริวอิจิพร้อมกับชี้นิ้วให้ดูผลงานของผม ริวอิจิที่นั่งมองอยู่ไม่ได้ตอบอะไร กลับจ้องมองผมนิ่งจนผมต้องเรียกเขาอีกครั้ง

“ริว!!!” ผมเรียกเสียงดังจนเขารู้สึกตัวสะดุ้งหันมามองผมอย่างตกใจ ผมเอียงคอมองเขาขำๆ ยิ้มให้และชี้นิ้วของผมไปที่ซากเพื่อนๆ
 
“เก่งรึเปล่า?” ผมถามพร้อมกับทำหน้าภูมิใจนักหนา ริวอิจิยิ้มให้น้อยๆ ลุกขึ้นลูบหัวผมเบาๆ

“หมีน้อยน่ะเก่งอยู่แล้ว” ท่าทางนั้นทำให้ไอ้เพื่อนๆตัวดีพยายามที่จะแหกปากโห่ขึ้นมาอีก ริวอิจิได้แต่หัวเราะเขินๆในขณะที่ผมตั้งท่าจะไปเล่นงานพวกมันซ้ำอีกรอบ ปากดีกันนักเชียว แล้วเสียงโวยวายสนุกสนานก็ดังขึ้นที่ห้องแสนวุ่นวายนี้อีกครั้ง โดยคนที่เป็นหัวโจกจะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่ผม

ผมเหลือบมองไปที่ริวอิจิที่มองมาที่ผมขำๆอย่างมีความสุข  ผมยิ้มให้เขาจนตาหยีซึ่งเขาก็ยิ้มตอบพลางส่ายหน้าเบาๆ ก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะค่อยๆเจื่อนลงเมื่อใครบางคนเปิดประตูห้องเข้ามา ผมมองตามสายตาเขาไปเข้าใจขึ้นมาทันที ในขณะที่พวกเพื่อนๆเปลี่ยนเป้าหมายไปแซวคนมาใหม่แทนแล้ว

“อะไรกันเคจัง วันนี้มาสายอีกแล้ว ชินยะ ทีหลังน่ะมาส่งให้มันเร็วๆหน่อยเซ่” เสียงโห่ๆของไอ้พวกปากไม่มีตะกร้อแซวกันระงม รับส่งกันเป็นลูกคู่ เคตะที่เพิ่งเข้ามาโบกมือลาแฟนตัวเองอายๆ ก่อนจะเดินก้มหน้างุดๆ ไปที่โต๊ะของตัวเองข้างหลังโต๊ะของผม ผมเห็นริวอิจิยิ้มขำให้กับเคตะที่โดนแซวด้วย เคตะทำหน้างอหน่อยๆก่อนจะยิ้มคุยอะไรบางอย่างกับริวอิจิตาเป็นประกาย ผมเห็นริวอิจิเหลือบตามามองทางผมเล็กน้อยก่อนจะยิ้มเรื่อยๆให้กับเคตะไป ทั้งๆที่ท่าทางของริวอิจิไม่มีอะไรเลย แต่ทำไมนะ ทุกครั้งที่ผมเห็นแบบนั้น ในใจมันก็อดหวั่นไหวขึ้นมาไม่ได้ ผมมองเขาด้วยแววตาหม่นลง

เป็นเพราะว่าเขามาขอคบกับผมเพราะอกหักมาจากเคตะรึเปล่านะ ผมถึงได้ไม่สบายใจเลย

==============================

ริว…นายอู้เรียนทั้งบ่ายเลยนะ!! เป็นอย่างนี้มาสองอาทิตย์แล้ว นายจะลองสอบตกดูรึไง พ่อคนเรียนดี
…ฉัน…ขอโทษที…แค่…อยากจะคิดอะไรเงียบๆน่ะ…
พูดเรื่องอะไรของนายน่ะ ตากแดดจนเพี้ยนไปเลยรึไง (หัวเราะ)…ริว…เฮ้…
…ฉันคงจะเพี้ยนจริงๆ…เพี้ยน…จริงๆนั่นล่ะ…
…ริว…พูดอะไรน่ะ ฉันไม่ค่อยเข้าใจเลย ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ
…เปล่า…แค่แดดมันแยงตาเท่านั้นล่ะ…
อย่างนี้ไม่เรียกแค่แยงแต่มันทิ่มเข้าไปแล้วมั้ง ทำไมต้องทำหน้าเจ็บปวดขนาดนั้นด้วย
…ฮะๆ…พูดเกินไปรึเปล่า…
ไม่ต้องเอามือมาปิดหน้าเลย…ไหน จะร้องไห้ล่ะสิ ขอดูหน้าคนขี้แงหน่อยซิ 
…ไม่ใช่ ไม่ได้ร้อง ไม่เอาน่า…อย่าเพิ่งดูตอนนี้เลย…
ไม่เอาฉันจะดู…เอาหน้าตลกๆของคนอกหักมาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้นะ
…ไม่เล่นน่าเรียว…(หลบ)
อกหักแค่นี้มาทำเป็นร้อง เมื่อเดือนก่อนนายมาว่าฉันอกหักยังไม่ร้องเลย หันมาๆ
…ฉันไม่ได้ร้องไห้ซักหน่อย…ไม่เอา ฉันไม่ให้ดู
จะดูๆๆๆ อย่าหนีนะ หันมานี่ๆๆๆๆ (หัวเราะ)

เหตุการณ์ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเราทั้งสองคนเปลี่ยนไปมันยังคงเด่นชัดอยู่ในความทรงจำของผมเสมอแม้มันจะผ่านมากว่าสองเดือนแล้ว ผมที่ยื้อๆจะเอามือเขาออกจากหน้าก็แหย่เขาเล่นไปเรื่อยเปื่อยเพียงเพราะต้องการให้เขาหัวเราะออกมาเท่านั้น แล้วผมก็ได้ในสิ่งที่ผมต้องการ รอยยิ้มนั้นกลับมาที่เดิม กลับมาเหมือนเดิม แต่มีบางอย่างที่มันไม่เหมือนเดิมทันทีที่จับมือผมเอาไว้ได้ จับไว้ ยึดไว้ นิ่งไปแล้วจ้องตา จ้องลึกอย่างที่ผมเองก็ต้องหยุดทุกอย่างเอาไว้ด้วยราวกับเขามาหยุดโลกของผมเอาไว้

…นายทำให้ฉันหัวเราะได้อีกแล้วเรียว…นายเป็นคนเดียวที่อยู่ข้างๆทุกครั้งที่ฉันอ่อนแอทุกที…
…ถ้าจะถามอีกครั้ง นายจะให้คำตอบฉันได้มั๊ย…
…เรา…คบกันเถอะนะ…
 
ลมเย็นๆพัดอู้เข้ามาในห้อง ผมที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะสูดอากาศแห้งๆเข้าไปเต็มปอด

“เรียว…ข้าวเย็นเสร็จแล้ว” เสียงร้องเรียกของคนที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในห้องผมไปแล้ว ร้องบอกออกมาจากส่วนที่เป็นห้องครัวอย่างง่ายของหอพักเล็กๆ ผมได้ยินเสียงตึงตังแล้วแต่ก็ยังไม่ขยับ จนกระทั่งมีมือหนึ่งมาดึงผมออกมาจากหน้าต่างแล้วก็ปิดทางเข้าของลมหนาวๆลง

“ทำไมถึงได้ชอบตากลมนักนะ” คราวนี้ริวอิจิดุผมจริงจังกว่าตอนที่อยู่ในห้องเรียนนิดหน่อย มือหนึ่งจับมือผมไว้หลวมๆ ในขณะที่อีกมือหนึ่งก็ปลดผ้ากันเปื้อนออก ผมหัวเราะเบาๆมองหน้าเขา

“ก็ถ้าไม่นั่งตากลม ริวก็ไม่มีอะไรจะถามฉันน่ะสิ” ผมตอบยอกย้อนแค่นั้นแล้วก็ไม่ฟังอะไรอีก เดินหนีไปทางโต๊ะเขียนหนังสือตัวเตี้ยที่ดัดแปลงเอามาเป็นโต๊ะอาหาร แล้วก็พุ่งเป้าไปที่มื้อเย็นน่ากินนั้นแทน

“ชาฮั่ง น่าหม่ำชะมัดเลย”

“พูดอย่างนี้ทุกที แกล้งชมรึเปล่า” ริวอิจิที่เดินตามมาทรุดตัวลงนั่งที่ฝั่งตรงข้าม มองผมที่เริ่มกินนำไปก่อนแล้วยิ้มๆ

“ฉันเคยแกล้งชมใครด้วยรึไง” ผมแย้งขึ้นมาทั้งๆที่ข้าวอยู่เต็มปาก ริวอิจิพยักหน้าเชื่อ ก็มันจริงนี่นา คนที่พูดจาตรงเปรี้ยงเป็นขวานผ่าซากอย่างผมมีเหรอที่จะพูดอ้อมค้อมให้เสียเวลา ถ้าคิดว่าไม่อยากจะพูด ก็อย่าพูดมันเสียเลยจะดีกว่า แล้วเราก็เปลี่ยนเรื่องคุยกันไปหลายเรื่อง ถามเรื่องนั้น คุยเรื่องนี้ทั้งๆที่อยู่ห้องเรียนเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมนะผมถึงรู้สึกว่ายิ่งได้คุยผมยิ่งได้รู้ว่าริวอิจิที่ผมไม่รู้จักยังมีอีกเยอะนัก แต่ให้คุยกันมากมายแค่ไหน ก็ไม่มีเลยที่จะเอ่ยถึงคนที่ทำให้แววตาของริวอิจิเปลี่ยนไปเมื่อตอนเช้า…ถึงจะห้าวหาญซักแค่ไหน…แต่เรื่องนี้…ผมก็ไม่กล้าถามเหมือนกันนะ

ผมไม่กล้าที่จะถามว่า…ตอนนี้รู้สึกยังไงกับเคตะ…ผมกลัว…กลัวคำตอบของเขาจริงๆ

คิดได้เท่านี้แววตาของผมก็วูบไหวขึ้น…ทั้งๆที่เราคบกันมากว่าสองเดือนแล้ว แล้วริวอิจิก็ดูแลผมดีทุกอย่างไม่บกพร่อง เอาใจใส่ ดูแล และคอยโทรหาอย่างที่คนเป็นแฟนทั่วไปเค้าทำกัน ทั้งๆที่มันน่าจะมีความสุข แต่บางครั้งผมก็เห็นแววตาลังเลอะไรบางอย่างอยู่ในแววตาของเขา บางครั้งถึงเขามองผม แต่มันก็เป็นสายตาแปลกๆที่ผมไม่เข้าใจ เพราะอย่างนี้รึเปล่านะ ริวอิจิถึงไม่เคยแม้แต่จะจับมือหรือกอดผมอย่างคนรักซักที…

เพราะยังลืมไม่ได้ใช่มั๊ย…แล้วจะทำยังไงให้เขาหันมามองที่ผมคนเดียวได้ล่ะ

“นั่งตากลมอีกแล้ว อยากจะเป็นหวัดให้ได้จริงๆใช่มั๊ยเรียว” เสียงของริวอิจิตามมาอีกแล้วหลังจากที่เขาล้างจานในห้องครัวเรียบร้อย ผมรีบปิดหน้าต่างลงทันทีหันมายิ้มหวานให้

“ฉันเพิ่งเปิดเมื่อกี้เอง” ผมแก้ตัวออกมาเบาๆ ริวอิจิจ้องผมนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะ

“โกหกตกนรกนะเรียว เห็นนะว่าเหม่ออยู่ มีอะไรให้ต้องคิดรึไง” เขากอดอกถาม มองหน้าผมรอคำตอบ ทั้งๆที่มันเป็นแค่คำถามธรรมดาๆ แต่ทำไมนะ อยู่ๆผมก็เห็นแววตาแปลกๆของเขาอีกแล้ว

“ฉันเรียกร้องความสนใจน่ะสิ” แล้วผมก็ให้คำตอบกับเขาเหมือนเคย เป็นครั้งแรกที่ผมไม่เปลี่ยนเรื่องไปเป็นเรื่องอื่นเหมือนอย่างทุกที วันนี้ผมถึงได้ยืนมองตาเขาอยู่ อยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาจะว่ายังไง แววตาของริวอิจิวูบไหวไปหน่อยเท่านั้น เขาจะรู้สึกถึงสิ่งที่ผมบอกไปรึเปล่านะ…เรียกร้องความสนใจน่ะ…

“เฮ้วเกินไปแล้ว รู้ว่าชอบตากลมแต่… เอ๊ะ!!” ยื่นมือมาขยี้หัวผมเล่นส่ายหน้าระอาเล็กๆ แล้วเขาก็ร้องพร้อมกับนิ่วหน้า ผมเอียงคอมองเขาอย่างสงสัยก่อนจะทำหน้าแหยไปเมื่อหน้าริวอิจิอยู่ๆก็เปลี่ยนเป็นดุ

“ตัวร้อนแล้วเห็นมั๊ยเรียว! เป็นเพราะนั่งตากลมแน่ๆ” ริวอิจิทำเสียงเข้ม เลื่อนมือมาอังที่หน้าผากของผมทันที จะว่าไปพอริวอิจิทักอย่างนี้ขึ้นมาก็รู้สึกว่าเมื่อยๆตัวเหมือนกันแฮะ

แล้วเพียงไม่นานเท่าไหร่นัก ผมก็ถูกบังคับให้กินยาสามัญประจำบ้านชุดใหญ่ แล้วก็โดนลากเอาตัวไปซุกในฟูกนอนที่ปูซะอย่างหนา ริวอิจิเอาผ้ามาเช็ดตัวให้ เขาดูแลผมราวกับผมเป็นไข้ใหญ่ทั้งๆที่ผมก็แค่ครั่นเนื้อครั่นตัวเล็กๆเท่านั้นเอง ผมนอนมองเขาทำนั่นทำนี่ตาแป๋ว แต่สุดท้ายผมหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เรื่องเลย มารู้สึกตัวอีกทีก็เพราะเสียงปิดประตู..ริวอิจิคงเพิ่งออกไป…ผมมองไปรอบตัวที่มืดไปหมดจนมองแทบจะไม่เห็นอะไรแล้ว เห็นแค่แสงสลัวๆของเสาไฟข้างนอกส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างห้อง สองขารีบก้าวลงจากเตียงเพียงเพื่อจะไปมองส่งริวอิจิกลับบ้าน ผมอดตื่นเต้นไม่ได้เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมมายืนมองส่งเขาแบบนี้เพราะทุกทีเขามักจะหนีไปตอนผมหลับแล้วซะเรื่อย ซักพักริวอิจิก็เดินออกมา ผมยิ้มกับตัวเอง มองร่างหนาที่เดินดุ่มๆไปยังทางแยกไม่สนใจใคร สายตาของผมมองตามเขายิ้มๆไปเรื่อย ก่อนที่รอยยิ้มของผมจะหุบลงพร้อมกับการก้าวเท้าไปยังแยกซ้ายซึ่งไม่ใช่ทางกลับบ้านของเขา เหมือนหัวใจมาโดนใครกระตุก…

…ทางนั้น…ไปบ้านเคตะนะ…

ริวอิจินั่งอยู่ข้างหน้าผม…ผมนั่งอยู่ข้างหน้าเคตะ…
บ้านริวอิจิถึงก่อนบ้านผม…บ้านผมถึงก่อนบ้านเคตะ…
ทำไมนะ…ผมจะต้องเป็นคนที่อยู่ตรงกลางทุกที

1+1=1 :: Are you alone?? :: [Opening : RYOHEI PART]
=============================

26
Mar
08

::: [2+1=1] ::: Why I’m alone :::

สำหรับผมแล้ว…เพื่อนรักกับคนที่ผมรักน่ะ…เป็นคนคนเดียวกันมาโดยตลอด…แต่ทำไมล่ะสำหรับเค้า…ผมถึงเป็นเพื่อนรักและคนรักในเวลาเดียวกันไม่ได้…???
ทำไมผมถึงไม่เป็นคนคนนั้นของเค้า…ทั้งๆที่เรา…ก็แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากคนรักกันเลย…
……2+1=1….มันก็เป็นแค่โจทย์ง่ายๆแต่อธิบายถึงความสัมพันธ์ของคนสามคนได้อย่างลงตัว….

=============================

“ริวอิจิ เลิกเรียนแล้วยังไม่กลับอีกเหรอ” เสียงเพื่อนๆที่ทักทายผม ต่างก็ทักอย่างแปลกใจที่วันนี้เห็นผมนั่งแปะอยู่ในห้องได้ ทั้งๆที่ปกติแล้ว…เวลาหลังเลิกเรียนเป็นเวลาที่ไม่น่าจะมีใครได้เจอหน้าผม

“ยังล่ะ…กลับไปก็เบื่อ” ผมตอบเซ็งๆ เอนตัวลงซบกับโต๊ะ ด้วยคำตอบและท่าทางนั้น เหล่าเพื่อนๆผู้สอดรู้สอดเห็นของผมก็รีบตามมานั่งจ๋องอยู่ข้างๆด้วยความเป็นห่วงทันที

“ทำไมอีกล่ะ ทะเลาะกับเคตะรึไง” เรียวเฮหนึ่งในผู้นำขบวนการครั้งนี้ถามยิงตรงตามประสา

ใครๆเค้าก็รู้กันทั่วล่ะว่าผมกับเคตะที่เรียวเฮพูดถึงน่ะตัวติดกันแค่ไหน แต่วันนี้กลับไม่เห็นหน้าแฝดคนละฝาโผล่มาให้เห็นอย่างนี้ ไม่ให้สงสัยว่าทะเลาะกันแล้วจะเป็นอะไรไปได้

“เสียใจที่วันนี้นายเดาผิดนะเรียว เราไม่ได้ทะเลาะกัน” ผมตอบทั้งๆที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมา…ผมว่าผมพูดถูกนะ…ก็เราไม่ได้ทะเลาะกัน…แต่ผมน่ะทะเลาะกับเคตะอยู่คนเดียว…

“อ้าว…แล้วเป็นอะไรล่ะ เคตะไปไหน ไม่เห็นมาหาเหมือนอย่างทุกที” ทุกคนยังคงถามอย่างสงสัย ผมถอนใจออกมาเฮือกใหญ่เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนๆทั้งหลายที่ตั้งตารอคำตอบของผมกันตาแป๋ว แล้วก็ถอนใจออกมาอีก

“เคตะไปหาแฟน” ผมตอบเบาๆ ไม่อยากจะตอบเลยให้ตายสิ

“อ๋อ….ห๋า!!! อะไรนะ ไปหาแฟน!!!” เจ้าพวกเพื่อนบ้า(ที่นำโดยเรียวเฮ) ร้องออกมาประสานเสียงเป็นการ์ตูน ผมเอามืออุดหูส่ายหน้าหน่ายๆ จะร้องทำไมกันวะ…

“เคตะมีแฟนเมื่อไหร่วะ ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย” เสียงร้องถามกันขรม แล้วผมขี้เกียจจะอธิบาย ก้มหน้าลงไปนอนแต่ก็ทนแรงของเรียวเฮที่พยายามเขย่าผมให้ตื่นไม่ได้เลยจำเป็นต้องลุกขึ้นมาเล่าแบบไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก…จะให้เต็มใจได้ยังไง ในเมื่อผมกำลังจะเล่าว่าแฟนของเพื่อนรักผมเป็นใคร…

…ผมกำลังจะเล่าเชียวนะ…ว่าแฟนของคนที่ผมรักน่ะ…เป็นใคร…

=============================

“วันนี้ยูสุเกะเท่ห์มากเชียวล่ะ ริวอิจิ” ประโยคนี้ผมได้ยินมาแล้วกี่ครั้งต่อกี่ครั้งนะน่าเบื่อชะมัด แต่จะไม่ฟังก็ไม่ได้อีก ผมย้ายหูโทรศัพท์มาไว้ที่หูอีกข้าง เอาไหล่หนีบไว้

“แล้วยังไง กะแค่ไปต่อคิวซื้อเครปให้นายแล้วไปไล่คนที่มาแซงคิวเนี่ยนะ โธ่เอ๊ย…เรื่องธรรมดาๆน่าเคตะ” ผมส่ายหน้าบอกแถมเบ้ปากใส่ เรื่องแค่นี้ผมก็เคยทำให้ แต่ไม่เห็นเจ้าตัวจะดีอกดีใจขนาดนี้เลย

“แต่มันไม่ธรรมดาสำหรับฉันนี่ แล้ววันนี้เป็นอะไรแขวะฉันได้ทุกประโยคเลยสิน่า” เสียงเคตะยังคงหัวเราะใสๆมาตามสาย นี่เค้าไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยใช่มั๊ยว่าผมกำลังคิดอะไรรู้สึกอะไรอยู่น่ะ

“เปล่า…ก็ถ้าชีวิตรักนายราบรื่นนัก มันจะไปสนุกอะไรล่ะ…หึหึ…ง่ายๆล่ะว่าฉันอิจฉา” ผมเสตอบไปเรื่อยเปื่อย ที่จริงๆไม่เรื่อยเปื่อยนะ เพราะผมว่า…ผมอิจฉาจริงๆ

“อิจฉาหรือว่างอนที่หมู่นี้ฉันปล่อยให้ริวต้องกลับบ้านคนเดียว” ทีเรื่องอย่างนี้ล่ะรู้ดีนักนะ…ผมต่อให้ในใจหลังจากที่หัวเราะให้เคตะฟังไปแล้ว เคตะน่ะ..รู้ใจผมทุกเรื่องแหละ ยกเว้นอยู่เรื่องเดียว เรื่องที่ผมรักเค้า

“จะไม่ให้ฉันงอนได้ยังไง ในเมื่อคนที่อ้อนฉันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อยู่ๆก็ไปนั่งอ้อนอยู่กับคนอื่นเฉยเลยน่ะ”

“อะไรกันล่ะริว….แค่นี้ทำน้อยใจไปได้…”

“ไม่ต้องมาพูดหรอก พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มะเรื่องนี้ และต่อๆจากนี้นายก็คงจะไม่มาอ้อนฉันอีกต่อไปแล้วใช่มั๊ยล่ะ”

“ฉันยังไม่ได้บอกอย่างนั้นซักคำเลยนะ…ริวจังล่ะก็…ขอโทษที่หมู่นี้ฉันไม่ค่อยได้อยู่กับริวเท่าไหร่ เอาอย่างนี้มั๊ย วันเสาร์นี้ฉันไปอยู่กับริวที่บ้านดีกว่า ค้างด้วยเลยโอเครึเปล่า…โอเคนะ…” ก็เป็นอย่างนี้ทุกที เคตะคนนี้ชอบทำตัวเป็นแมวเสมอๆเวลาที่อยู่กับผม…คิดว่าผมจะตอบเค้าไปยังไง…ไม่น่าถามเลยเนอะ…คำตอบมันต้องมีอยู่อย่างเดียวแน่อยู่แล้ว…คำเดียวที่ผมจะตอบคนคนนี้ไปไม่ว่าเมื่อไหร่…มันก็ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น…

“ได้อยู่แล้วล่ะ  แต่เคลียร์กับที่รักนายให้ดีก่อนนะ อย่าให้มาเป็นปัญหาทีหลังแล้วกัน” ผมบอกคำตอบที่เชื่อได้แน่ๆว่าเค้าจะพอใจ แล้วเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความชอบใจก็หัวเราะกลับมาตามคาดเหมือนทุกครั้ง…ทุกครั้งที่เราเคยมีกันอยู่สองคน…แต่ตอนนี้ เสียงหัวเราะอย่างนี้ที่เขาเคยมีให้ผม…มันคงจะถูกแบ่งไปให้ใครอีกคนแล้วสินะ…

=============================

คืนวันศุกร์ผมนอนไม่หลับ…เป็นเวลากว่าสามเดือนแล้วสินะที่เคตะไม่ได้มาค้างที่บ้านผมตั้งแต่วันที่เค้าเดินเข้ามาบอกกับผมว่าเค้าได้คบกับคนที่แอบชอบแล้ว…วันนั้นหัวใจผมแทบหยุดเต้น….ทุกอย่างในหัวขาวโพลน…เราเป็นเพื่อนรักกันมากว่าสามปี…สนิทและรู้ใจกันมากขนาดที่ใครๆก็ล้อกันว่าเป็นแฝดคนละฝา…ล้อกันว่าผมน่ะเหมือนองครักษ์ที่คอยปกป้องแต่เจ้าหญิงเคตะ….อะไรๆก็มีแต่เคตะๆๆๆ ในขณะที่เคตะอะไรๆๆก็เรียกหาแต่ผม ริวอิจิๆๆๆๆ…แต่ทำไมล่ะ…พอมาถึงวันที่เค้ามาพูดว่าเค้ารักใคร…ทำไมผมไม่เห็นรู้เลย…ทำไมผมถึงไม่รู้มาก่อนเลยว่าเค้าแอบชอบใคร…???ใครซักคนที่ไม่ใช่ผม…

เหมือนความกลัวมันขึ้นมาพร้อมๆกับความรู้สึกบางอย่างที่ถูกเก็บซ่อนลึกอยู่ข้างในใจผม…ความรู้สึกที่ผมคิดว่าผมรู้ตัวดีอยู่ตลอดและพยายามเก็บเอาไว้…ความรู้สึกที่ไม่กล้าบอกออกไปว่าผมรักเพื่อนรักของตัวเอง…รัก…ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้…ผมเชื่อว่ามันไม่ใช่ความสับสนคาบเกี่ยวระหว่างคำว่ารักเพื่อนกับรักคนรัก…มันไม่ใช่แน่ๆ…ผมรักเค้า…ทั้งรักและเป็นห่วงมากแบบที่เพื่อนคนหนึ่งจะรักเพื่อนคนหนึ่งได้ และทั้งรักและหวงมากแบบที่คนคนหนึ่งจะรักคนอีกคนหนึ่งได้…เคตะเป็นคนเดียวที่ได้ความรักทั้งสองอย่างนี้ไปจากผม…และการที่เราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา การที่เค้าคอยเอาใจ ประจบ ออดอ้อนผม…นั่นมันไม่ได้หมายความว่าเค้าเองก็รักผมหรอกเหรอ ทำไมกันล่ะ??? ที่ผ่านมา…เคตะไม่มีใคร ไม่ได้ให้ความสำคัญกับใครเท่าผม….มันไม่ได้หมายความว่าเค้าเองก็คิดเหมือนผมรึไง…

กี่คืนกันนะที่ผมต้องมานอนมองเพดานห้องตัวเองอย่างเหม่อลอยเหมือนอย่างวันนี้…คิดมากวุ่นวายเหมือนอย่างตอนนี้…ดีอยู่อย่างที่วันนี้ผมไม่หงุดหงิดตัวเอง…ผมรู้ตัวว่าพอเคตะคบกับหมอนั่นอย่างเปิดเผยแล้ว…ตัวผมก็พาลพาโลขึ้นทุกวันๆ ไม่คุยเล่นกับเคตะเหมือนอย่างแต่ก่อน หนีกลับบ้านบ้าง หรือไม่ก็ทำตัวให้ยุ่งบ้าง จนบ้างครั้งผมก็ควงกับเรียวเฮแก้ปัญหามันไปซะเลย…เรียวเฮเป็นคนเดียวที่รู้ปัญหาของผม…ก็หมอนี่น่ะชอบคาดคั้นจะตาย…เต็มใจให้ผมยืมควงได้อย่างหน้าตาเฉยอีกด้วย…เรียวเฮเป็นคนเดียวที่ได้เห็นน้ำตาของผม…ได้เห็นความอ่อนแอทุกครั้งหลังจากที่ผมคุยกับเคตะเรื่องหมอนั่นเสร็จ น่าตลก…เรียวเฮบอกว่าเค้าเองก็ตกที่นั่งเดียวกับผม…มิน่าล่ะ…เค้าถึงได้เข้าใจผม…จนบางครั้งผมก็อดคิดไม่ได้ว่า…ทำไมนะ…ผมกับเรียวเฮไม่รักกันไปซะเลย ผมจะได้ไม่ต้องมาปวดใจอยู่อย่างนี้…คนแอบรักสองคนมารักกัน…มันก็เหมาะดีออกจะตาย…

แต่ถ้าทำได้มันก็ดีน่ะสิ…แต่เพราะทำไม่ได้ คืนนี้ผมถึงมานอนกระวนกระวายอยู่อย่างนี้นี่ไง เรื่องที่เคตะจะมาอยู่แล้วก็ค้างด้วยพรุ่งนี้ มันช่างเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าการที่เราได้ไปเดทกันเสียอีก ทั้งๆที่เคตะก็เคยมาค้างที่นี่กี่คืนต่อกี่คืนแล้วก็ไม่รู้…แต่ทำไมนะ…ครั้งนี้ผมรู้สึกต่างไป…เพียงเพราะฐานะของเคตะ…ตอนนี้…มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้วรึเปล่านะ…แล้วพรุ่งนี้ผมจะต้องวางตัวยังไงล่ะ…ความที่เราห่างกันไปเรื่อยๆในช่วงเวลาสามเดือนมันก็ทำให้ผม…บ้าได้เหมือนกันแฮะ…
คืนนี้คงนอนไม่หลับแล้ว…ผมบอกกับตัวเอง…ไหนๆก็ไหนๆ เลยลุกเดินออกไปยืนรับลมที่นอกหน้าต่าง….ลมวันนี้แรงกว่าทุกวันจนไม่มีคนที่นอนไม่หลับออกมาเดินเล่นกันเลย คงมีแต่คนบ้าๆอย่างผมที่ตอนนี้ต่อให้หนาวแค่ไหนผมก็คงไม่รู้สึกอะไรแล้ว…เรื่องราวของคนที่ชื่อยูสุเกะที่เคตะเพียรโทรมาเล่าให้ฟังแทบทุกวันทำให้ผมเหมือนจะเป็นบ้า…ผมอยากจะตะโกนใส่หน้าเค้าเหลือเกินว่าผมน่ะไม่อยากฟังเรื่องของหมอนั่นเลยซักนิดแต่ผมก็ทำไม่ได้…ความคิดของผมไม่เคยต้านทานความต้องการของเคตะได้ซักที ความรักนี่มันก็บ้าเหมือนกันนะ…บ้าที่ทำให้ผมไปรักคนที่ไม่มีวันรักกลับ…ทำไมพระเจ้าช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย…

ถนนสายเล็กๆที่พาดผ่านหน้าระเบียงบ้านของผมก็ยังคงเป็นถนนเล็กๆสายเดิม ลมเย็นๆพัดเอาเศษใบไม้ปลิวไปเรื่อยยิ่งทำให้ดูเงียบเหงา…เวลาอย่างนี้ถ้ามีคนที่เรารักอยู่เคียงข้างมันจะดีซักแค่ไหนกันนะ…ถ้าเคตะ…จะเดินมาหาผมพร้อมกับรอยยิ้มกว้างและบอกว่า….คิดถึงจัง…มันจะเป็นยังไงล่ะ…

มันคงจะเป็นไปไม่ได้แหงๆ…ผมตอบให้ในใจเลย…แต่แล้ว…สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้แน่ๆกลับเกิดขึ้นมาได้อย่างปาฏิหารย์  แต่ปาฏิหารย์…มันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่อธิฐานเสมอไป…ผมได้เจอเค้า…เค้ามายืนอยู่ต่อหน้าผม…ที่เบื้องล่าง…ที่หน้าระเบียง…แต่…

“ริว….ฮึก…ยูจัง…เค้านอกใจชั้น…เค้านอกใจ…ฮึก…ริว…”
รอยยิ้มที่ผมขอไว้ถูกแทนที่ด้วยหยดน้ำหยดเล็กๆที่ระยิบระยับคล้ายๆดาวบนท้องฟ้า

ดาว…ถ้าอยู่บนฟ้ามันก็คงจะสวยดี…แต่ดาวที่อยู่บนใบหน้าของเคตะอย่างนี้….

มันเป็นดาว…ที่ผมไม่อยากเห็นเลย…แม้แต่นิดเดียว….

=============================

“อยู่ด้วยกันอย่างนี้…อุ่นดีจังเนอะ” เสียงใสๆของคนที่เพิ่งจะร้องไห้ไปเมื่อครู่ พยายามอย่างที่สุดที่จะร่าเริงให้ผมเห็น เคตะนั่งซุกตัวอยู่ข้างๆผมบนโซฟาหน้าทีวีอยู่นานแล้ว…สะอื้นนานจนตอนนี้น้ำตาคงแห้งไปหมด…เหลือเพียงรอยแดงช้ำที่ขอบตาเท่านั้น…ผมนั่งนิ่งๆเป็นหลักให้เคตะเหมือนอย่างทุกทีที่เราเคยทำ…ทุกครั้งที่เคตะร้องไห้ หรือมีความทุกข์…ผมจะไม่ปลอบ…ผมจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น…ผมจะทำแต่นั่งนิ่งๆให้เค้าซุกตัว…ให้เค้ารู้ว่าผมยังอยู่..อยู่กับเค้าเสมอไม่ว่าเมื่อไหร่…
“อุ่นดีแต่ก็มานั่งอย่างนี้แค่ตอนที่ตาช้ำล่ะนะ” ผมแกล้งหยอกไปเรื่อยเปื่อย ขยับตัวไปหยิบแก้วนมร้อนที่ผมชงมารอท่าตั้งนานแล้วให้คนขี้แงได้จิบซักหน่อย อย่างน้อยอะไรอุ่นๆก็คงทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง

“ฉันนี่แย่จังนะ ที่ชอบมาหาริวเวลาแบบนี้เสมอเลย แล้วก็ขอโทษด้วยที่มาก่อนเวลานัดตั้งกลายชั่วโมงแน่ะ” คนตัวเล็กกว่าออกตัวด้วยสีหน้าสำนึกผิดนิดหน่อย…ก็ตอนนี้มันดึกแล้วนี่นะ…ผมหัวเราะให้กับท่าทางของเขา จะยกมือขึ้นไปโอบไหล่เหมือนอย่างที่เคยทำแต่ก็เปลี่ยนใจ…ตอนนี้…ผมทำอย่างนั้นได้ที่ไหน

“ดีกว่าไปหาคนอื่นแหละ…ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ฉันจะโกรธนายแน่ๆเคตะ”

“เพราะรู้ว่าจะโกรธถึงได้มาไง” คนช่างอ้อนรีบส่งเสียงอ้อนทันที ดูเอาเถอะนะ ขนาดอยู่ในอารมณ์อย่างนี้ยังจะอ้อนได้ลงคอ…ผมเห็นแล้วก็อดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้…เคตะน่ารักออกขนาดนี้…ช่างประจบขนาดนี้…แล้วหมอนั่นยังจะนอกใจได้ลงคออีกเหรอ…ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลยแฮะ…ถึงผมจะไม่ค่อยชอบหน้ายูสุเกะเท่าไหร่นักก็เถอะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่ยอมรับนะว่าหมอนี่เป็นคนดีพอใช้ได้…ละมั๊ง…

“ให้ฉันเห็นคนเดียวก็พอแล้วล่ะ น้ำตาน่ะ” ผมบอกด้วยรอยยิ้มพร้อมกับรับแก้วนมที่เคตะส่งคืนมา อันที่จริงก็อยากจะถามนะว่าเกิดอะไรขึ้น…แต่ด้วยความที่ไม่เคยถามอะไรเคตะในเวลาอย่างนี้มาตั้งแต่แรก มาถามตอนนี้…มันรู้สึกแปลกๆยังไงพิกล…

“ถามได้นะริว…ฉันพยายามเข้มแข็งอยู่” นั่นไง…ผมบอกแล้วว่าเราสองคนน่ะรู้ใจกันแค่ไหน…หึ…แต่ก็แค่ในฐานะเพื่อนล่ะนะ…ก็เคตะเค้ารักผมแค่นั้นนี่…

“งั้นถ้ารู้ว่าจะถาม ก็เล่ามาเลยดีกว่านะ” ผมย้อนยิ้มๆพร้อมกับขยับตัวอีกครั้งเพื่อให้นั่งฟังได้สบายๆ เพราะรู้ดีว่าเรื่องที่เคตะจะเล่ามันคงจะยาว…ไม่ใช่เรื่องยาวอะไรนักหรอก…แต่เคตะน่ะเป็นคนชอบเล่าเรื่อยเฉื่อยไม่ตรงประเด็นมาตั้งนานละ…เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะฟังคนคนนี้เล่าอะไรละก็ ถ้าไม่จัดท่านั่งให้ดีคงจะเมื่อยกันเลยทีเดียว

“งั้นฉันหนุนตักริวเล่าได้มั๊ย” คนช่างอ้อน อ้อนอีกแล้ว ผมยิ้มพยักหน้ารับพร้อมกับคำตอบเดิมๆที่ไม่รู้ว่าเคตะจะเบื่อฟังรึยัง

“ได้อยู่แล้ว ฉันน่ะ…ยังไงก็ได้แหละ”

ตกลงว่าเรื่องคร่าวๆที่ผมจับใจความได้ ก็คือเคตะที่บังเอิญออกไปซื้อของไปเจอยูสุเกะที่ออกไปเที่ยวกับเพื่อนเข้าพอดี แล้วเคตะก็ไปเห็นตำตาว่ายูสุเกะกำลังจูบกับผู้หญิงคนหนึ่งอย่างดูดดื่ม ฟังจากที่เล่ามาดูยังไงๆหมอนั่นก็ผิดอยู่เต็มประตู แต่ทุกครั้งที่ผมแสดงอาการเคืองๆเคตะก็ออกรับให้ซะทุกที…ก็แน่ละ ถึงจะโกรธจะเคืองยังไง ยูสุเกะก็เป็นคนที่เคตะรักนี่นะ…ไม่ว่ายังไงเคตะก็คงจะไม่อยากให้ใครมาโกรธมาเกลียดคนที่ตัวเองรักด้วยหรอก ถึงจะเป็นผมก็เถอะ…จนกระทั่งเล่าจบเสียงออดหน้าบ้านก็ดังขึ้น…ดึกๆยามวิกาลอย่างนี้…คงไม่ต้องเดาหรอกว่าใครมา และมาหาใคร

“เคตะ” แฟนตัวดีของร่างบางที่ยืนอยู่ข้างๆผมร้องเรียกทันทีที่ประตูเปิดออกมา หมอนี่คงวิ่งตามมาสินะเนื้อตัวหัวหูถึงได้ซีดขนาดนั้น…แล้วในสภาพอย่างนี้ เคตะที่น่ารักของผมจะไม่ใจอ่อนได้ยังไงไหว

“ยูจัง” เสียงใสๆตอนนี้เครือแหบลงไปอีกแล้วหลังจากที่เห็นสภาพคนรัก หากทิฐิที่ยังมีทำให้มือเล็กๆกำแขนเสื้อผมแน่นและไม่ยอมเดินไปหายูสุเกะที่ยืนมือมา

“มาทำไม กลับไปเลยนะ” เคตะบอกเสียงแข็งแต่ก็ยังสั่นอยู่ดีในความรู้สึกของผม และด้วยความที่คบกันมานาน ทำไมผมจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เคตะพูดหมายถึงอะไร…เคตะแค่งอนเท่านั้นล่ะถึงได้พูดออกไปอย่างนั้น ไม่ได้ตั้งใจจะให้ไปจริงๆ ซึ่งยูสุเกะก็คงจะรู้ความหมายที่เคตะพูด…มันน่าน้อยใจเหมือนกันนะ สามปีของผมกับสามเดือนของเขา ทำไมมันเท่ากันได้นะ ไม่เข้าใจเลย

“ขอโทษ…เคตะ…ครั้งนี้ฉันผิด และฉันก็จะไม่แก้ตัวด้วย…แต่ว่า….ขอโอกาสให้ฉันอีกครั้งจะได้มั๊ย…ฉันรักเคตะนะ รักเคตะคนเดียวจริงๆ”

คำคำนี้เขาพูดออกมาได้หน้าตาเฉย…ไม่ใช่สิ…เค้าพูดออกมาได้เต็มปากเพราะเค้ามีสิทธิ์จะพูดอย่างเต็มที่…ฟังแล้วปวดใจชะมัดแต่ก็คงจะไม่เท่ากับการที่เคตะปล่อยมือจากเสื้อของผมแล้วค่อยๆเดินตรงเข้าไปหายูสุเกะ เหมือนผมถูกตอกด้วยค้อนให้ยืนดูทั้งสองคนเดินเข้ามาหากันนิ่งๆ ขยับไม่ได้ จะเอื้อมมือไปดึงรั้งไว้ก็ไม่ได้ เพื่ออะไรเนี่ย….เหตุการณ์ในคืนนี้เกิดขึ้นเพื่ออะไร…ผมไม่เข้าใจ

=============================

การที่คนรักทะเลาะกันด้วยเรื่องของการนอกใจ….การคืนดีกันมันง่ายอย่างนี้เลยเหรอ…แล้วทำไมผมต้องมาเป็นพยานในการคืนดีกันของเค้าด้วยล่ะพระเจ้าช่างใจร้าย คืนนั้นเคตะกลับไปกับยูสุเกะด้วยรอยยิ้ม ผิดกับเวลาที่เขามาหาผมโดยสิ้นเชิง และมันก็เป็นอย่างนี้ทุกๆครั้งที่สองคนนั้นทะเลาะกัน มันเกิดขึ้นถี่และบ่อยจนเริ่มจะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และทุกครั้งที่เคตะก้าวกลับมาหาผมก็ดูเหมือนผมจะมีความหวังมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน แล้วในที่สุด…ก็ถึงวันที่เคตะทนกับนิสัยเจ้าชู้ของยูสุเกะไม่ได้อีกต่อไป สองคนนั้นเลิกกันและมันก็ทำให้เคตะที่เคยร่าเริงของผมซึมเศร้าไปได้หนึ่งเดือนเต็มๆ โดยมีผมกลับไปอยู่เคียงข้างเขาอย่างเก่า ช่วงเวลาของเราสองคนกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง และครั้งนี้ผมก็ตัดสินใจว่า…ผม…จะไม่ยอมเสียโอกาสอีก

อากาศตอนกลางวันบนดาดฟ้าของหน้าหนาวเป็นอะไรที่เบาสบายเหมาะแก่การนอนสูดอากาศ ผมและเคตะนอนตากลมยู่ด้วยกัน เคตะในตอนนี้ร่าเริงขึ้นมาก และก็กลับมาเป็นเคตะคนเดิมของผมแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ เคตะที่ออดอ้อน เอาแต่ใจกับผมคนเดียว หัวเราะอย่างสดใสให้ผมคนเดียว วันนี้ล่ะ..เป็นวันที่ผมตัดสินใจที่จะพูดในสิ่งที่ยูสุเกะได้พูดมาตลอดเวลา
ผมยันตัวลุกขึ้นมานั่งมองเคตะที่นอนฮัมเพลงเล่นอยู่ข้างๆ ก่อนจะยิ้มให้อย่างที่ผมคิดว่ามันเป็นรอยยิ้มที่ดีที่สุดที่ผมจะยิ้มให้กับคนที่ผมรักได้…เคตะเลิกคิ้วมองหน้าผมก่อนจะหัวเราะออกมา

“มีอะไรรึเปล่าริว…ทำหน้าเหมือนจะพูดอะไรซักอย่าง”

“ก็มีน่ะสิ” ผมบอกด้วยใจตุ๊มๆต่อมๆ มันยากเหมือนกันแฮะที่จะพูดเนี่ย

“ฉันก็มีเหมือนกันล่ะริว” เสียงใสๆบอกยิ้มๆ เคตะยันตัวขึ้นมานั่งบ้าง มองหน้าผมด้วยแววตาที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเคตะกำลังจะอ้อนอะไร

“เอ้า…ก็ได้…ให้พูดก่อน” ผมตอบคำตอบเดิมๆอีกแล้ว แล้วสิ่งตอบแทนที่ได้มาก็คือรอยยิ้มกว้างขวางอย่างที่ผมได้เป็นประจำ แต่ผมว่าวันนี้เป็นวันที่เคตะยิ้มสวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย….จะมีอะไรดีๆรึเปล่าก็ไม่รู้นะ…

“คือ…ฉันอยากจะบอกว่า…ฉันน่ะ…” เคตะก้มหน้าบอกด้วยท่าทางที่เหมือนจะเขินเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะเงยหน้าขึ้นมามองผมแล้วก็เอียงคอบอกอย่างน่ารัก

”รักริวจังที่สุดเลย” รอยยิ้มเมื่อกี้ที่ว่าสวยแล้ว ตอนนี้กลับสวยยิ่งกว่าหรือจะเป็นเพราะว่าคำพูดที่ผมได้ยินก็ไม่รู้ ผมไม่รู้เลยว่าตอนนี้หน้าตาของผมจะแสดงความดีใจออกมาแค่ไหน…แต่มันก็แค่นั้นล่ะ…มันก็แค่ความดีใจชั่วครู่เพราะประโยคถัดมาที่ได้ยิน มันทำให้ความหวังทั้งหมดที่มีมาของผมจมหายไปกับความผิดหวังได้อย่างรุนแรง

…รุนแรง…จนแทบอยากจะตาย…

“ริวจังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยมีมาเลยนะ…ขอบคุณมากๆนะริวจัง ที่เป็นเพื่อนฉัน” เค้าบอกพร้อมกับเอนตัวลงมาหนุนตักผมเหมือนอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ แล้วก็ยิ้มให้ผม ในขณะที่ผมเหมือนโดนไฟชอตเข้าทั้งตัวจนชาไปหมด ขยับไม่ได้…ความรู้สึกของผมตอนนี้มันเป็นยังไงก็บอกไม่ถูก แต่มันเหมือนกับทุกอย่างขาวว่างและโลกนี้ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว จนกระทั่งออดเข้าเรียนภาคบ่ายดังขึ้น ผมก็ยังนั่งอยู่ที่เดิมโดยบอกเคตะที่กลับไปเข้าเรียนว่าผมอยากจะโดดเรียน วันนี้ตอนบ่ายคงไม่เข้าแล้ว…แสงแดดยามบ่ายร้อนแรงขึ้นกว่าเมื่อตอนกลางวันมาก..มากจน…ถ้ามันละลายผมให้หายไปได้คงจะดี…

……2+1=1….เมื่อตอนที่เรามีกันสองคน….มีคนเข้ามาบวกอีกหนึ่ง….ผลลัพธ์…มันคือหนึ่ง…นั่นคือผมเอง….
……3 -1=1….ถึงตอนที่เรามีกันสามคน….เขาคนนั้นถูกลบออกไปแล้ว…ผลลัพธ์…มันก็ยังคงเป็นหนึ่ง….
………………….คือเหลือผมคนเดียวเหมือนเคย………………..

ทำไมล่ะ ???…ความรักที่ผมมีให้เขา มันไม่เคยส่งไปถึงเลยเหรอ ???

ทำไมล่ะ ???…การที่เพื่อนรัก จะเป็นคนรักด้วย…มันไม่ได้เลยเหรอ ???

ทำไมผมถึงไม่เป็นคนคนนั้นของเค้า…ทั้งๆที่เรา…ก็แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากคนรักกันเลย…

::: [2+1=1] ::: Why I’m alone ::: End :::

24
Mar
08

เคยตัว

ไม่ได้อัพนานเลยแฮะ อาทิตย์ที่แล้วยุ่งจนอยากร้องไห้
วันนี้ก็ยุ่งมากๆ =[]= ชีวิตช่วงนี้ งานรุมเหมือนแมงวันตอม…
(แล้วจะเปรียบเทียบเป็นอย่างอื่นไม่ได้เรอะ -*-)

***********************

ปกติถ้ามีงานทำจะไม่ค่อยมีอะไรเล่า แต่ว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาเรื่องเยอะจนเซ็งตัวเอง ไม่รู้จะเขียนไดยังไง เพราะงั้น ไม่เขียนละกัน (อ้าว??? 5555) ก็นะ มันเป็นช่วงพีคของหนังสือแปล จะคลอดออกมาแล้ว วันนี้เพิ่งส่งทำอาร์ตเวิร์คไปสดๆร้อนๆ ให้อารมณ์อาวรณ์เหมือนส่งลูกสาวออกเรือน (หัวเราะตายไปแล้ว) เหลือแค่จัดอีเวนต์อีกสองอีเวนต์เท่านั้น เราก็จะโล่งไปหนึ่งเดือน (โถถถถ โล่งแค่เดือนเดียว T^T) เสร็จแล้วก็ต้องไปลุยทำหนังสืออีกเล่ม

ตกลงจบวารสารมาเรอะตู TT__TT

***********************

ตอนนี้ไอ้คุณตุ๋นมีน้องแล้ว ถุงเงินมันคลอดออกมาอีกสี่ตัว (น้ำตานองหน้า) กลายเป็นไข่ตุ๋นแอนด์เดอะแก๊งค์ เยี่ยม T__Tb ทุกวันนี้แค่มีไอ้ตุ๋นตัวเดียวขาก็ลายพร้อยแล้ว มีสมุนมาเพิ่ม สนุกไอ้ตุ๋นเลยทีนี้

ตอนนี้ไอ้คุณตุ๋นอายุได้จะสี่เดือนละ กำลังซนได้ใจ ชอบคิดว่าตัวเองเป็นเสือซุ่มคอยดักเหยื่อ ไล่ตะปบอย่างสนุกสนาน (เหยื่อที่ว่าคือขาเราเอง -*-) เท่านั้นไม่พอมันกำลังมันเขี้ยวแต่ไม่มีที่ให้มันไปลับเขี้ยวลับคม มันเลยยึดเอาขาเราเป็นสนามซ้อมมือ -*- นอกจากจะไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นแมวแต่เป็นเสือแล้ว มันยังคิดว่าตัวเองเป็นลิงอีกด้วย วิธีลับคมมันก็เก๋ไก๋สไลดิ้ง วิ่งหน้าตั้งความเร็วสูงกระโดดเกาะขาเหนี่ยวสี่ขาคู่ -*- พอกอดได้มุมแล้วมันก็ลับเล็บเล่นกับขากางเกงเรา อารมณ์ดีๆหน่อยก็งับเป็นโปรโมชั่นแถมให้ด้วย เหย ไอ้แมวเนรคุณ ให้ข้าวอยู่ทุกวันไม่กิน เจือกจะมากินขากรู -*- แง่งงงงงง แต่เล่นไปเล่นมาชักเพลิน ถ้าวันไหนมันไม่สี่ขาคู่ใส่ก็เหงาเหมือนกัน (แกมาโซเรอะ -*-)

ไม่อยากจะคิดถึงเดอะแก๊งค์อีก 4 ตอนมันโตเลย เกิดมันยึดเอาลูกเพ่มันเป็นแบบอย่างจะเอาไงกะชีวิตดี จรเข้ฟาดหางลูกแมวนี่บาปมากมั๊ยวะคะเนี่ย -*-

***********************

เข้าเรื่องขื่อไดดีกว่า เคยตัว

อย่างว่าแหละ คุณคู่หมั้นน่ะ ดูแลเราเวอร์ไปหน่อย ตอนนี้จะทำอะไรเลยเริ่มจะเคยตัวพึ่งพาเค้าตลอด ไม่ไหวแฮะ เป็นอย่างนี้ต่อไปโดนล้อแหงๆ (แต่พอรู้ตัวอีกทีก็เอาแต่ใจไปแล้ว) อย่างอาทิตย์ก่อน ก็มาส่งตั้งสองวัน มันก็ดีอ่ะนะ แต่เกรงใจ พอเราบ่นก็ไม่ยอมอีก แถมตัวเองพูดเองว่าไม่ชอบโทรศัพท์ แต่พอเราโทรไปพักหลังนี่กว่าจะวางก็หลายนาทีอยู่ (หัวเราะ) 

ตอนนี้เลยกลายเป็นว่านึกอะไรไม่ออก นึกถึงคุณคู่หมั้น (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกอย่างนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ ก็ดีๆ แต่มันเคยตัวแบบนี้ก็ไม่ไหวอ่ะนะ มันทำให้เราเริ่มกลัว

ตอนนี้กลัวแค่อย่างเดียว กลัวว่าเราจะพึ่งพามากไป เอาเป็นว่า เราจะเลิกคิดถึงละกัน (หัวเราะตายไปแล้ว)

อยากให้ถึงวันที่ห้าเร็วๆจังนะ (ยิ้ม)

***********************

พอละ นอนดีกว่า ตอนนี้เวลานอนมีค่า (หัวเราะ)

18
Mar
08

ครึ่งชั่วโมง

ตั้งแต่เมื่อวาน มีงานอะไรก็ปั่นป้าดๆ ครึ่งชั่วโมงทุกงาน บ้าดีเดือดแท้ๆ

***********************

เมื่อวานงานเยอะ (ที่ดองไว้จนเค็ม) วันนี้ก็งานเยอะ (เอางานดองเค็มมาแก้) โอย ตาลายได้อีก มึนๆ เลยมาพักสายตาด้วยการเข้ามาคุยกะคุโระจัง (จะอู้ก็พูดตรงๆเหอะ ฮา~)

ครึ่งชั่วโมง แค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ที่ปั่นร่างคำนำนายกฯเสร็จไปสองคน (ไม่ใช่นายกรัด-ถะ-มน-ตรี น๊า เอิ๊ก) แล้วอาทิตย์ที่แล้วมัวทำอะไรอยู่ฟะ แทนที่จะเขียนให้เสร็จๆ อ่อ เขียนไม่ออก (ถามเองตอบเอง) ของแบบนี้ไม่มี ‘รมณ์ มันก็บิวท์ไม่ขึ้นอ่ะนะบอส *ยักไหล่* เมื่อวานเลยปั่นแหลก ไม่รู้องค์อะไรลง จะเอาอะไรมาให้ร่างส่งมาโลด จดหมงจดหมาย ร่างโครงการ ปั่นๆๆๆ พอบ่ายสามเลยนั่งเอ๋อ (หัวเราะ) ปั่นออกไปหมดตัวเลยไง 55

ใจจริงอยากกลับไปปั่นฟิคที่บ้านต่อ เห็นว่ามือขึ้น แต่ที่ไหนได้ ถึงบ้านปุ๊บ อาบน้ำเสร็จ นอน คร่อกกกกก ราตรีสวัสดิ์ เอเวอรี่บอดี้ (หัวเราะตายไปแล้ว)

กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ หลายๆอย่างก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่บอสยังคงบอกว่า ยังมีอีกหลายมุมที่คุณยังเก็บไม่หมด -*- ยังอีกเหรอ(วะ)คะ อะไรล่ะ บอกมาสิ(เฟ้ย) แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนมาเคลียร์ให้มันหมดแล้วเนี่ย ฮึ่ยๆ ขัดใจ

***********************

เมื่อคืนฝันไม่ค่อยดี ฝันเหม็นๆ อย่าเล่าเลยจะดีกว่า =*= เอาแค่คุณหนุ่ยบอกว่าฝันแบบนั้นจะโชคดี (เหรอ??) เชื่อก็เชื่อ แต่เหม็นจริงๆนะ งื่อ

***********************

เห็นเม้นนกใน AP 01 (จะย่อเพื่อ?) อ่านแล้วก็ขำ อุจจี้โวยวายขนาดนั้นเลยเหรอ เลยลองอ่านใหม่ดูบ้าง จริงด้วยแฮะ โวยขั้นเทพเลยด้วย อ่านแล้วเหนื่อยจริงๆ (หัวเราะจืด) ตอนนั้นเขียนไปได้ไงเนี่ย ไม่รู้องค์อะไรลง ถ้าเราเป็นเรียวจังคงโบกหัวทิ่มไปแล้วล่ะ โวยวายได้โล่ห์ แต่เอ๊ะ…หรือเรียวจังไม่โบกหัวทิ่มแต่จูบปลิดวิญญาณแทน (หัวเราะตายไปแล้ว) ก็ดีนะ ตอนสี่นี้เลยเป็นไง (ปากดี)

***********************

จบดีกว่า 

ปล. 1 อยากทำอะไรหลายอย่าง ตอนนี้บ้าพลัง เอิ๊กๆ
ปล. 2 พักหลังนี่เขียนไดเป็นผู้เป็นคนนะว่ามั๊ย 6-_-”

15
Mar
08

ซ้อมเต้น

วันนี้ไปซ้อมเต้นมา เหนื่อยค่อดๆ -__-|||

เนื่องจากวันนี้หมีนัดซ้อมไทโย มันบอกจะปล่อยท่าเต็มเพลง ก็็อืม…เตรียมตัวไปเต็มที่…โหยยย เหนื่อยมาก ไหนว่าซ้อมไทโย บังคับกุเต้นเทปเปนทำไมอ่ะ T^T ใจร้าย ท่าก็ไม่สอน ให้เต้นเอง ฮ่วย เต้นไม่ได้ว่ะค่ะ สุดท้ายก็ต้องสอนอยู่ดี ฮ่าๆๆๆ เหนื่อยได้โล่ห์ ได้เต้นเบอร์รี่โคโบด้วย แุถมลีอา คัตตุน พุ่มพวงก็เต้น -___-||| ตกลงอีวงนี้มันจะโคฟครอบจักรวาล (หัวเราะตายไปแล้ว)

ท่าไทโยไม่ยาก แต่งงได้อีก หมุนจนเวียนหัว จะสลับบลอคกันทำไมบ่อยคร้าบบบ วันนี้ไอ้ปังหมุนจนตาลาย สุดท้ายน้องหยกบอกว่า ป๋า…ขึ้นเวทีจริงขืนหมุนแบบนี้ตกเวทีแน่นอน เออ ป๋าก็เห็นด้วย (หัวเราะ) แต่เอาน่า คราวนี้เค้าไลน์มัตจังแล้วนะเห็นมั๊ย ไอ้ปังทำได้ โฮะๆๆๆ ส่วนเทปเปน เลื้อยไม่ได้ ซ้อมจนปวดเอว โถถถถถ~ T^T

ซ้อมกันตั้งแต่บ่ายถึงทุ่ม (บ้าพลัง) เหนื่อยอย่างแรง หมดน้ำไปสามขวดใหญ่ไม่นับน้ำอัดลมอีกประมาณ 4-5 ถุง แบบว่าตัวเหม็นไปเลย เหงื่อออกหมดตัว (หัวเราะ) แต่ก็ดีนะ กินน้ำเยอะ เหงื่อออกเยอะ หน้าเด้งดี (ฮา) แต่มันเด้งหลังอาบน้ำนะ ก่อนอาบน้ำนี่ี่หน้ามันเหมือนเอาน้ำมันหมูมาทาพอหน้ากันไป (ฮาได้อีก)

***********************

เปลี่ยนเรื่อง

เมื่อวานป่วยแบบไม่ได้ตั้งใจ (ทุกทีแกป่วยตั้งใจเร๊อะ) ไม่รู้ไปกินอะไรเข้า อ๊อกออกมาหมดเลย วิ่งเข้าห้องน้ำห้ารอบจนที่แลปตกใจกันหมด ตอนแรกคุณบอสไม่เชื่อคิดว่าอำ จะบ้าเหรอคะ คนเค้าหน้าอ๊อกจนหน้าเขียวขนาดนี้บอกว่าอำ เดี๋ยวปั๊ดงอนเลย -*- สุดท้ายแกยอมเชื่อเลยบอกคุณคู่หมั้น(โคโนะฮิโตะนั่นแหละ)ให้ช่วยดูแล แล้วเค้าก็แบบ…ดันเชื่อบอสไง ปัดโธ่!! บอสแซวเล่น ดันรับปากจริงจัง สุดท้ายเลยมาส่งถึงปากซอยบ้าน เอาเข้าไป

โดนดุด้วย ว่าเป็นอะไรทำไมไม่บอก เอ๊า~ ผิดอีก -*-

ก็ดีใจนะที่เป็นห่วง แต่ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นอ่ะ (ยังจะกล้าพูด ป่วยบ่อยขนาดนี้) แต่ก็นะถึงยังไงขอบคุณมากๆนะคะที่มาส่ง (ยิ้ม) โหยยยย ให้้อารมณ์การ์ตูนญี่ปุ่นได้อีก (งื่อ~ -___-”)

***********************

ไปนอนดีกว่า เมื่อยสุดขอบโลก -_____-

14
Mar
08

White Day

ตั้งชื่อว่าไวท์เดย์ไปงั้นอ่ะ จริงๆแล้วคิดหัวข้อไดไม่ออก (หัวเราะตายไปแล้ว)

***********************

ก่อนอื่นขอบคุณนกก่อนที่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพป๋า ^__^ คุณหมอที่วินิจฉัยโรคไม่ใช่ใคร คุณหนุ่ยนั่นเอง อุตส่าห์ไปบอกอย่างกระตือรือล้นว่าเนี่ยๆ เค้าไปหาข้อมูลมาล่ะ เค้ามีแนวโน้มจะเป็นภูมิแพ้ คุณหนุ่ยตอบกลับมาว่า

จะไปหาทำไม(วะ) เห็นๆอยู่ว่ามันเป็นเนี่ย เสาร์นี้รื้อที่นอนเลย -*-

*ใบไม้ปลิวไปสิบใบ* แล้วไม่บอกแต่แรกล่ะแม่ จะได้ไม่ต้องไปนั่งจิตตกคนเดียว เอ๊อ~ -*-

นั่นแหละค่ะ ตามนั้น ถือว่าเป็นแบบอ่อนๆ คงไม่รุนแรง ตอนอ่านเม้นส้มที่ในบอร์ด ที่ส้มมาตอบเรื่องภูมิแพ้ก็แอบเครียด เหย มันอาการหนักขนาดนั้นเลยเหรอ ถ้าเป็นจริงๆแบบนั้น ตอนอาการกำเริบต้องทรมานแน่ๆเลย พอรู้ว่าน้องๆเป็นกันหลายคนเริ่มเป็นห่วง ต้องรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ >.<

***********************

เร็วๆนี้ลงฟิคในบลอค ไม่ใช่ว่าจะก่อกบฎไม่เอาไปลงที่บอร์ดบบน.นะ แต่เอามากระตุ้นตัวเอง (หัวเราะจืด) เห็นบ่อยๆจะได้ไม่ขี้เกียจ อีกอย่าง ถือว่าแบคอัพ ต่อไปจะมาแต่งไว้ในบลอคแล้วซ่อนไว้ก่อน ไม่งั้นหายอีกเหมือน Attention Please ตอน 4 พิมพ์จะเสร็จอยู่แล้วดันบ้าลบไปซะงั้น T^T งิ๊ด เสียดายอิ๊บ แบบว่าคิดว่าตัวเองแบคเอาไว้แล้วไง ปรากฏว่าลืมแบค ลบออกจากแฮนดี้เฉย โถถถถถ สลดไปไอ้ปัง หมดกัน ต้องมาแต่งใหม่ แน่นอนว่าจะไม่ได้อารมณ์แบบนั้นอีกแล้ว เสียดายอ่ะ แล้วที่เสียดายมากๆคือแต่งฉากริกกี้กะฮิมะไปแล้วไง เสกสรรค์ประโยคอย่างดีหายเกลี้ยง ง่า~ แต่งใหม่ก็ได้ฟะ โกรธตัวเองจริงๆพับเผื่อย -*-

นอกจากของอันปังเอาของนาร์คมาลงด้วยดีมั๊ยนะ ไม่ดีกว่า เดี๋ยวจะเยอะไป (ดองไว้เยอะน่ะ) ฮ่าๆ เปิดร้านยาดองนี่รวยเลยนะเนี่ย ดองนานจนเข้มข้น เอิ๊กๆๆ (ไม่มีสลดเลยนะ)

***********************

ตอนนี้สบายใจบอกไม่ถูก ก่อนหน้านี่เครียดนิดหน่อยเกี่ยวกับโค่ยโนะโคโตะ

หึหึ อย่างที่บอก พอไม่มีก็ไม่มี พอจะมีก็แห่กันมา ด้วยความที่ไม่ชอบคบใครทีละหลายๆคน และเกลียดคำว่ากิ๊กมาก เลยอึดอัดกับสภาพตัวเอง แต่เมื่อวานมีเรื่องนิดหน่อย ดันพูดไม่เข้าหู เลยสอยซะ หักแต้มหมดกระบุง คุณหมดสิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้ค่ะ!! ดังนั้นแล้วสำหรับตัวเอง ตอนนี้ก็เหลือคนเดียวสมใจ (หัวเราะ)

บางคนอาจจะบอกว่าไม่เห็นเป็นไร การที่เราดูหลายๆคนไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด เรามีสิทธิ์เลือก ก็รู้ แต่ไม่ชอบไงคะ เข้าใจรึเปล่า เราชอบดูทีละคน เป็นคนๆไป เป็นเรื่องเป็นราว จะบอกว่าตัดช่องทางตัวเองและทำให้เสียเวลาเราก็ไม่เถียงหรอกนะ เราไม่ได้วอรี่ว่าเราจะต้องมีแฟนหรือได้แต่งงาน มีแฟนก็ดี ถือว่ากำไร มีคนมาทำให้ใจเต้น แต่ถ้าไม่มี เราก็มีความสุขของเราเองได้ (ยิ้ม) ดังนั้นแล้ว จะดูทีละคน เข้าใจมั๊ย (เสียงเข้ม)

จริงๆคิดอยู่ว่าจะเขียนเรื่องนี้ในไดดีมั๊ย ไม่ค่อยอยากให้ใครรู้ แต่เอ๊ะ นี่มันไดอารี่ก็ต้องเขียนได้สิ (หัวเราะ) แล้วก็โตแล้วด้วย จะมีคนมาจีบก็ไม่แปลกใช่มั๊ย (หรือว่าแปลก 6-__-”) พี่ๆที่ทำงานก็แซวกันใหญ่ แหม ตั้งแต่มีคนมาจีบสวยขึ้นเลยนะ -*- ยังไงวะคะ ก็เหมือนเดิมค่ะ ไม่ได้ไปทำอะไรให้สวยเป็นพิเศษ เลวยังไงก็เลวอย่างนั้นเหมือนเดิม (จะบอกว่าถ่อยก็เกินไป 555+) 

***********************

แล้วไดวันนี้มันเกี่ยวกับไวท์เดย์ตรงไหนเนี่ย ไม่เลยสักนิดเดียว (หัวเราะตายไปแล้ว)

ปล. ครึ้มใจจังน๊า~ อยากไปร้องเกะจัง วันนี้พี่ๆก็ชวนด้วย ไปดีมั๊ยน้อ (หัวเราะ)
ปล.2 ไดวันนี้เขียนรู้เรื่องอีกแล้ว!! ไม่ใช่ไดไอ้ปัง!!!!

13
Mar
08

+== My Boy and I ==+ [Attention Please 03]

==+==+==+==+== [[ Attention Please 3 ]] ==+==+==+==+==

หกโมง สิบห้านาที ในห้องนอนอันเย็นฉ่ำไปด้วยแอร์อุณหภูมิ 25 องศา

“อือ…งึมงึม” เสียงงึมงำท่าทางเหมือนคนหลับสบายจากร่างโปร่งบางที่นอนกอดภูเขาหมอนอยู่บนเตียงหลังใหญ่ เรียกรอยยิ้มของเรียวที่ยืนกอดอกอยู่ริมเตียงได้ไม่น้อย แม้จะเห็นใจคนที่เพิ่งได้นอนจนขอบตาหมองก็เถอะ แต่ถ้าไม่ปลุกตอนนี้คงไม่ได้ไปเรียนกันล่ะ

“ตื่นได้แล้ว” เรียวบอกเสียงเข้มพร้อมกับเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มออกจากตัวคนขี้เซาที่มีปฏิกิริยาดึงผ้าห่มตัวเองกลับหมับพร้อมกับเสียงประท้วง

“อื๊อ!!!!” ส่งเสียงขู่ฟ่อออกมาจากคอแถมคิ้วขมวดให้รู้ว่าอย่ามากวนคนนอน ฮิโรกิพลิกตัวนอนคว่ำก้นโด่งคลุมโปงถึงคอ อย่ากวนน่าแม่

“นี่” เรียวหรี่ตาไปหน่อยกับท่าตั้งป้อมไม่ยอมตื่นสุดฤทธิ์ของฮิโรกิ มองปากอิ่มที่ไม่ได้จมไปกับหมอนบู้ใส่ ยกมือขึ้นมาชูสองนิ้วต่อรองแบบยังไม่รู้สึกตัว

“ยี่สิบนาทีนะแม่” ต่อรองแบบไม่โลภเลยแม้แต่น้อย อู้อี้ออกมาจากหมอนหน้าตายให้เรียวละมือจากผ้าห่มมากอดอกมองอย่างหน่ายๆ เอากับเค้าสิ

“นะแม่” ยังจะอ้อนซ้ำเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ ฮิโรกิที่ขี้เกียจจะลืมตาควานมือตัวเองไปดึงชายเสื้อของเรียวแล้วเขย่าซ้ำ คิ้วเข้มเลิกขึ้นนิดๆกับจอมโวยวายที่ตอนนี้ไร้พิษสงซะไม่มีแล้วก็กลั้นยิ้มเมื่อนึกอะไรดีๆได้

“ก็ได้ อยากนอนก็นอนไป” ตามใจกันอีกแล้วชนิดที่ถ้าฮิโรกิตื่นอยู่คงจะส่ายหน้าพรืด แต่เพราะยังไม่ตื่นดีเนี่ยล่ะ ริมฝีปากสีเชอร์รี่ถึงได้ยิ้มกริ่มออกมากับคำตอบรับอันน่าพอใจ ใบหน้าหวานไถๆไปกับหมอนอย่างมีความสุข การนอนนิ่งๆในเช้าๆอากาศเย็นสบายอย่างนี้ มันช่างน่าภิรมย์กว่าการลืมตาเป็นไหนๆ ดูสิ…สบายจนเหมือนตัวลอยได้เลย เอ๋? ลอย…งั้นเหรอ!!!!???

“เฮ้ย!!!” แรงเหวี่ยงขึ้นบนอากาศกับวิวที่เหมือนจะถูกหมุนให้เร็วขึ้นในดวงตาคู่สวยที่ลืมขึ้นโพลงพาให้คนขี้เซาร้องเสียงหลงขึ้นมาได้ทันที สองมือไขว่คว้าหลักยึดให้ตัวเองเข้าโดยอัตโนมัติเมื่อถูกอุ้มขึ้นพาดกับอะไรซักอย่าง ในขณะที่ใจแทบจะวูบไปเยี่ยมตาตุ่ม ไม่อยากตื่นก็ต้องตื่นแล้วทีนี้

“อ้าว ทำไมไม่นอนต่อล่ะ” เสียงยียวนเอ่ยทักขึ้นมาพร้อมกับเสียงขำในคอแว่วๆ ฮิโรกิสะบัดหน้าให้หายงงไปสองที แล้วถึงได้มองรอบตัวจนรู้ว่าสภาพตัวเองตอนนี้เค้าเรียกว่า โดนอุ้ม!!!

“ทำอะไรของนายน่ะ นิชิกิโด้!!!!” สติมาปัญญาก็เกิดรู้ขึ้นทันทีว่าไอ้ที่อ้อนอยู่นานสองนานเนี่ยใช่แม่เราที่ไหน เสียงใสแหวใส่ฉุนๆที่โดนแกล้งแต่เช้า สองเท้าดิ้นปั๊ดๆในขณะที่ใบหน้าสวยพยายามจะเงื้อกลับไปมองหน้าคู่กรณีที่ยังส่งเสียงหัวเราะหึๆอยู่ในคอแต่ก็ทำไม่ถนัดเพราะไอ้ท่าอุ้มพาดบ่าเนี่ยล่ะ

“พาไปอาบน้ำ อยากนอนต่อก็ตามสบายฉันจะทำให้เบาๆแล้วกัน” คำตอบง่ายๆเหมือนเป็นบริการเสริมโปรโมชั่นกับการก้าวเดินแบบไม่สนท่าดิ้นพาลให้คนฟังถลึงตารอบสอง

“อาบน้ำอะไร ทำเบาๆอะไร นายบ้าอะไรเนี่ย ฮึ้ย!!!” ถ้าถามให้ครบยี่สิบคำถามได้ฮิโรกิก็อยากจะถามอยู่หรอกแต่ติดที่ว่าก่อนจะขึ้นคำถามที่สี่เนี่ย สติกับมือมันไปรวมกันอยู่ที่วงกบประตูซะก่อนที่โปรโมชั่นนิชิกิโด้จะพาเขาพ้นไปจากห้อง สองมือที่ยึดขอบประตูเอาไว้แน่นไม่ได้ทำให้เรียวหยุดเดินไปด้วยมีแต่จะยิ่งขำจิ๊จ๊ะในคอ เลยกลายเป็นฮิโรกิได้ออกกำลังพร้อมการบริหารหลอดเสียงแต่เช้า พอหลุดจากประตูห้อง มือตุ๊กแกน้อยก็ไปคว้าเอาราวบันไดอีกแล้ว

“ปล่อยฉันนะเฟ้ย!!! จะเอาฉันไปไหน ไม่อาบ!! ไม่เอา!! ไม่ไป!!! ปล่อยโว้ย!!! #$&%*@$&#*(_+)_~~!!” ปกติก็ไม่ใช่คนขี้เกียจไม่อาบน้ำหรอก แต่เพราะมันเป็นปฏิกิริยาต่อต้านอัตโนมัติเลยโวยวายซะก๊อกใหญ่แทนที่จะยั้งคิดว่าแค่บอกดีๆว่าจะตื่นไปอาบน้ำเองก็หมดเรื่องแล้ว แน่นอนว่าเรียวที่อุตส่าห์ตามใจมาตั้งแต่เมื่อกี้มีเหรอจะขัดใจไม่ให้ฮิโรกิโวย

“ฉันอาบสะอาดน่า เดี๋ยวสระขนให้ด้วย รับรองว่าหมดจด” แต่ก็ยังไม่วายจะไปแหย่เค้าเข้าให้อีก ฮิโรกิแทบจะเอาปากงับเข้าไปที่ไหล่ของเรียวถ้าไม่ติดว่าต้องค้อนซะก่อน

“ผมเฟ้ยไม่ใช่ขน ฉันไม่ใช่น้องหมานะ!!!” ค้อนเสร็จก็คว้าเอาหัวบันไดขั้นสุดท้ายเอาไว้ คราวนี้ดิ้นเต็มแรงเกิดไม่เล่นแล้วนะ

“ปล่อยๆๆๆๆ” ร้องบอกพร้อมกอดหัวบันไดแน่นเหมือนเด็กไม่ยอมออกจากร้านขายของเล่น เรียวเองก็รู้สึกอนาถตัวเองเล็กๆแล้วเหมือนกันที่ต้องมาเล่นติ๊งต๊องแต่เช้าเลยยอมปล่อยฮิโรกิลงโดยดี ไหนๆก็จ่ออยู่หน้าห้องน้ำแล้วนี่ ใบหน้าที่มักจะนิ่งอดไม่อยู่ที่จะยิ้มเมื่อได้เห็นสีหน้ามุ่ยสนิทของฮิโรกิ

“ตื่นแล้ว??” คุณพี่เลี้ยงจำเป็นกอดอกเลิกคิ้วถามให้เด็กชายฮิโรกิได้ทำปากยื่น ก็ตื่นแล้วเด่ -*-

“ตื่นแล้วก็ไปอาบน้ำซะที สายแล้ว”

“สายบ้าอะไรล่ะ นี่มันยังไม่หกโมงครึ่งเลยนายจะรีบไปเปิดประตูโรงเรียนรึไง” เถียงไว้ก่อนฮิโรกิสอนไว้ (สอนตัวเอง???) ตื่นมาก็หาเรื่องตีกันได้แต่เช้าสมเป็นคู่กัดทีมชาติ เด็กชายชุดนอนสีชมพูลายทางกอดอกตั้งป้อมจนคุณพี่เลี้ยงถอนใจ

“ก็ดีกว่าไปเช็ดกระจกก่อนประตูโรงเรียนปิดอย่างใครบางคนก็แล้วกัน” เรียวยักไหล่ทวนความจำให้ฮิโรกิคิ้วกระตุกที่โดนย้อน เรียวหัวเราะหึๆในคอกับท่าทางน่าขำของฮิโรกิ แต่ก็ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ต่อปากต่อไม่งั้นคราวนี้คงได้ช่วยกันไปเช็ดกระจกตอนเย็นแน่ๆ

“ยังจะยืนอยู่อีกนะ หรือว่าอยากจะให้ฉันอาบน้ำให้จริงๆ” ถามพลางทำตาเล็กตาน้อย ทำเป็นเหล่มองฮิโรกิในชุดนอนราวกับจะอยากทำอะไรที่มันมากกว่าอาบน้ำให้จนฮิโรกิเผลอเอามือตะครุบคอเสื้อตัวเองไม่รู้ตัว ตาคู่สวยจ้องเรียวเขม็ง

“มองอะไร” แหวพลางถอยเท้าไปทางห้องน้ำพลางอย่างไม่ไว้ใจ ใครมันจะไปไว้ใจคนที่หิ้วตัวเองลงมาจากเตียงได้ล่ะ!!

“เมื่อคืนยังคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่เลย นายก็ชิงหลับไปก่อนแล้ว ไม่เป็นไร คุยไปอาบไปก็ได้เนอะฮิโระจัง” ท้ายประโยคเรียวแกล้งทำเป็นลากเสียงคล้ายจะล้อเลียนเรื่องเมื่อคืนให้ฮิโรกิร้อนหน้าวูบวาบ ริมฝีปากสีเชอร์รี่เหมือนจะสั่นนิดหน่อยก่อนจะแยกเขี้ยวใส่

“ใครจะไปให้นายอาบ!!”

“ไม่ต้องอาย ฉันอาบให้ได้อยู่แล้ว เหมือนเมื่อก่อนไง สบายๆ” นี่ก็แหย่เค้าไม่เลิก ฮิโรกิที่นึกตามไปถึงเมื่อครั้งยังมีฮิโระกับเรียวจังแล้วเคยแก้ผ้าลงอ่างเล่นน้ำกันก็ร้อนจนแดงไปทั้งหน้า อยากจะอ้าปากเถียงอะไรซักอย่างแต่…เกิดเรียวอยากจะอาบน้ำให้แบบจริงจังขึ้นมาก็ซวยสิ!!

“ว่าไงล่ะ” ถามแล้วถ้าไม่ไล่ต้อนให้ฮิโรกิค้อนหน้าดำหน้าแดงก็ไม่ใช่เรียวแล้ว คุณพี่เลี้ยงหางตาตกทำเป็นสาวเท้าเข้าหาจนฮิโรกิแทบจะมูนวอร์คเกอร์เข้าไปอาบน้ำ ค้อนใส่ปะหลับปะเหลือกก่อนจะซอยเท้าเข้าที่ปลอดภัย ปิดประตูใส่หน้าเรียวดัง ปัง!!

“ไม่ต้องมายุ่งกับฉันเล้ยยย!!!! >/////< แล้วฉันก็ไม่ไปโรงเรียนกับนายด้วย” กล้าๆร้องบอกออกมาก็ตอนที่เข้าเซฟตี้โซนไปเรียบร้อยให้เรียวได้ขำตัวงออยู่คนเดียว จะว่าไปการได้แหย่ฮิโรกิแต่เช้าตรู่นี่ก็ไม่เลวนะ

…จะเก็บเอาไปเป็นมายบูมตลอดอาทิตย์นี้แล้วกันนะฮิโระ…^_,^

==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==

หกโมง ห้าสิบนาที

เจ้าของบ้านที่อาบน้ำจนตัวหอมฉุยออกมาจากห้อง เดินเหล่ซ้ายป่ายขวามองหาเรียวอย่างระแวดระวังว่าจะโดนแกล้งอีก เสียงกุกกักๆที่ดังเบาๆออกมาจากห้องครัวทำให้ฮิโรกิแปลกใจได้ไม่น้อยไปกว่าการย่องไปแอบดูเรียวกำลังเรียงข้าวปั้นลงกล่อง นี่หมอนั่นทำกับข้าวเป็นด้วยเหรอเนี่ย -”-

“ไม่ใช่เห็นว่าฉันทำแล้วจะเอามาปาหน้ากันล่ะ” เสียงทุ้มบ่นๆพลางเท้าเอวพึมพำกับตัวเองเรียกเสียงหัวเราะคิกคักให้กับคนที่แอบดูอยู่ได้ไม่น้อย ใบหน้าหวานอมยิ้มเชิดหน้าอย่างภูมิใจ แหมๆ ทำเป็นเก๊กขรึมต่อหน้าเราจริงๆแล้วก็แอบกลัวเราเหมือนกันล่ะสิ

‘ตึก ตึก’ คิกคักสะใจแล้วฮิโรกิก็แกล้งกระทืบเท้าลงกับพื้นหน้าห้องสองสามครั้ง ก่อนจะก้าวเข้าไปในครัวทำทีเป็นเพิ่งเดินลงมาจากชั้นบน ใบหน้าหวานมุ่ยหน้าสวมวิญญาณฮิโรกิจอมโวยแบบแนบเนียน

“เสร็จแล้ว”

“หือ?” เช่นกันกับเรียวที่ปั้นหน้าหันมาหาฮิโรกิได้ราวกับเมื่อกี้ตัวเองไม่ได้พูดอะไร “ทางนี้ก็เสร็จแล้วเหมือนกัน”

ข้าวกล่องสองสีคุ้นตาถูกยกจากเคาน์เตอร์มาวางไว้ที่โต๊ะกินข้าวข้างๆแซนวิซพร้อมนมสองชุดสำหรับสองคน ตาคู่สวยทำเป็นปรายตามองหน่อยๆก่อนจะอาศัยความไวคว้าข้าวเช้าตัวเองและข้าวกล่องสีน้ำเงินของเรียวมาเป็นตัวประกันทันที

“ฉันเอาไปเลยแล้วกัน กลางวันจะได้ไม่ต้องมาแลก” คนหัวเสบอกพลางยักคิ้ว เรียวฟังแล้วก็ถอนหายใจไปหน่อยก่อนจะกอดอกถาม

“ทำไมไม่คิดบ้างล่ะว่าฉันทำกล่องนั้นไว้กินเอง แล้วกล่องของนายน่ะก็เป็นของนาย” ส่ายหน้าหน่ายบอกให้รู้ว่าก็ไม่ได้คิดจะเอาไปแลกกันแต่แรกอยู่แล้ว มือก็เก็บข้าวเช้าและข้าวกล่องสีเขียวลงกระเป๋าตัวเองไม่ขัดใจแต่อย่างใด คนสวยเอียงคอคิดตามแล้วก็พองแก้มออกมา

“แล้วทำไมไม่บอกเล่า งั้นก็เอาของฉันมานะ!!”
“เรื่องอะไรล่ะ ฉันไปบังคับรึก็เปล่า”
“ฮึ๊ยยย เอามานะนิชิกิโด้”
“ไม่ให้ อยากได้ กลางวันนี้ก็มาแลกเอง”
“เชอะ งั้นก็ทนกินของฉันไปเถอะ”
“หึ ฉันเป็นคนทำ ฉันก็ทำของที่ฉันกินได้ทั้งสองกล่องซิ”
“นาย!!”
“ทำไมเหรอ ฮิโระจัง~ 555”
……………….
“ล็อคบ้านรึยัง”
“ล็อคแล้ว!! บ้านฉันไม่ต้องมาบอกหรอก”
“งั้นก็เดินมาเร็วๆ ถ้าเมื่อวานนายไม่ยุกยิก วันนี้ก็ได้นั่งจักรยานไปสบายๆแล้ว”
“อย่างกับฉันอยากซ้อนนายนักนี่”
“แล้วเมื่อวานใครมันวิ่งหนีฝนมานั่งเกาะรถฉันเป็นตุ๊กแก?”
“ฝนมันตก ร่มฉันก็ไม่มี ใจคอจะใจดำให้ฉันเดินเปียกไปรึไงเล่า ฉันอุตส่าห์กางร่มให้นะ”
“เป็นพระคุณซะมีไม่ล่ะ”
……………….
เสียงถกเถียงที่ดังกันไปเรียกสายตาคนมองได้ตลอดทาง เรียวเถียงไปก็กลั้นยิ้มไป ดูท่าฮิโรกิจะไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเดินกระเง้ากระงอดตามเขาออกจากบ้านมาไม่หยุดจนกระทั่งถึงโรงเรียน

แล้วใครนะบอกว่าจะไม่ไปโรงเรียนด้วยกัน 6-___-

==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==

แล้ววันนี้ เสียงฮือฮาก็ดังไปทั่วโรงเรียน ในเมื่อมันเป็นเรื่องแปลกน้อยอยู่เมื่อไหร่ที่คู่กัดที่กัดกันข้ามประถมข้ามมัธยมเดินมาโรงเรียนพร้อมกันแถมยัง(เถียงกัน)ใกล้ชิดชนิดเอาตัวมาติดกันอีกต่างหาก และถ้าหากข่าวนี้มันไม่รั่วไปถึงหูจินแล้วก็คงเสียทีที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนรักกันแน่

“ไง ฮิโรกิ!!” นายแบบอาคานิชิหนุ่มที่พาตัวออกมารอรับเพื่อนรักอยู่ที่หน้าห้อง เอ่ยทักคนที่เดินหน้าตูมมาหลังจากแยกกับเรียวที่หน้าอาคารเรียนเพราะเช้านี้เรียวมีเรียนพละ

“สวีตมาแต่เช้าเลยนะ” เพื่อนจินก็ทักกันน่ารักซะจนฮิโรกิแทบจะเหวี่ยงค้อนโครมใหญ่เข้าให้ สวีตบ้าอะไรล่ะ

“หยาบคาย!!!” คนสวยทักตอบเสียงเขียวใส่หน้าเพื่อนรักที่หัวเราะขำๆ เหวี่ยงกระเป๋าไปให้จินถืออย่างหมั่นไส้

“หุบปากไปเลยจิน จะลอกมั๊ยการบ้านน่ะ”

“หือ ลงกับหมอนั่นไม่ได้ก็ลงกับจินจังยันเชียว” หน้าไม่อายเรียกตัวเองว่าจินจังยังไม่พอ ยังมีหน้ายื่นมือมารอรับการบ้านหน้าด้านๆอีก ฮิโรกิค้อนให้ตาแทบกลับ เดี๋ยวปั๊ดแถมรองเท้าให้เลยนี่!!

“ถ้ายังไม่เลิกแร่ด เดี๋ยวฉันจะยันให้แร่ดไม่ออกเลยเดี๋ยวเถอะ” ฮิโรกิยกเท้าขู่ฟ่อให้จินได้หัวเราะร่วนก่อนจะเลิกล้อเลียน

“น่าๆๆ อุตส่าห์ตื่นเช้าทั้งทีก็ทำหน้าให้มันดีๆหน่อยซี่ แจ่มใสเข้าไว้แล้วเมื่อวานเป็นไงก็เล่ามา” คนอะไรหน้าตาดีแต่เนียนจะอยากรู้ตลอด ฮิโรกิยันการบ้านตัวเองใส่อกจินเซ็งๆ

“ไอ้ที่ออกมารับถึงหน้าห้องนี่นอกจากการบ้านกับอยากรู้อยากเห็นแล้วก็ไม่ได้ห่วงฉันตรงไหนเลยนะ”

“เพราะห่วงต่างหากล่ะถึงได้ถาม นิชิกิโด้ปลอดภัยดีใช่มั๊ย”

“จิน!!!” นี่ถ้าถอดรองเท้าเขวี้ยงเพื่อนได้ทำไปแล้วนะเนี่ย ติดแต่ว่าทำแล้วมันไม่เหมาะกับหน้าตาหรอก ฮิโรกิเลยเปลี่ยนเป็นบีบคอแทนเป็นการลงโทษที่ชอบทำผิดระเบียบฮิโรกินัก จินแกล้งทำเป็นไอค่อกไอแค่กก่อนจะทำตาเหลือกเหมือนใกล้ตาย จนในที่สุดฮิโรกิทนหน้าจินไม่ได้ถึงได้หัวเราะออกมา

“นายนี่มันทุเรศจริงเลย” แน่ใจเหรอว่าเป็นนายแบบเลือดใหม่มาแรงที่เท่ห์ที่สุดในเมือง

“ฉันไม่ทำแล้วนายจะขำรึไง” จินจับคอตัวเองขยับให้เข้าที่ไปมา หนอย!~ยอมให้ทำก็เล่นซะเกือบตายเลยนะ นี่แอบแก้แค้นที่เราไม่ไปค้างเป็นเพื่อนเมื่อวานรึเปล่าเนี่ย -___-“

“ฮึ” ฮิโรกิบู้หน้าค้อนเสียงลงคอ รู้อยู่ตั้งแต่จินออกมารับที่หน้าห้องแล้วว่าคงเป็นห่วงนั่นล่ะถึงได้แหย่ไม่เลิก จินมองเพื่อนช่างงอนแล้วก็หมั่นเขี้ยวเอื้อมมือไปล็อคคอฮิโรกิเข้ามาใกล้

“ว่าไงล่ะ มีอะไรจะเล่ามั๊ย” จริงจังก็เป็นก็ไม่ทำตั้งแต่แรกหรอกนะ ฮิโรกิเหลือบตามองคนที่ล็อคคอตัวเองแล้วก็พองแก้มออกมา

“เล่าก็เล่าสิ” ไม่ได้อยากเล่าแต่เห็นว่าอยากรู้หรอกนะ แยกเขี้ยวบอกก่อนจะขยับออกมานั่งคุยกันดีๆ เล่าไปก็ฟาดจินไปที่ขัดอยู่ได้แทบจะทุกประโยค ลงท้ายนายแบบหนุ่มเลยได้แต่พยักหน้าหงึกๆฟังเรื่องเล่าที่ฮิโรกิทำเป็นข้ามๆวีรกรรมของตัวเองและเรื่องบางเรื่องที่ทำให้นอนไม่หลับทั้งคืน

“มีแค่นี้จริงๆน่ะเหรอ ต่างคนต่างนอน แล้วเช้ามาก็มาแกล้งกันต่อ งี้อ่ะนะ???” จินหรี่ตาถามอย่างไม่เชื่อเท่าไหร่กับการตัดฉากจากกบว.ฮิโรกิชนิดที่สั้นซะจนน่าแปลก กลางคืนจะไม่คุยอะไรกันเลยเรอะ?? ทั้งๆที่นอนห้องเดียวกันเนี่ยนะ??

“ก็งั้นดิ” ฮิโรกิตอบหากเสหลบตาออกไปมองนอกหน้าต่าง จินฟังแล้วก็เลิกคิ้ว จากการที่ดูพฤติกรรมเรียวแกล้งฮิโรกิมาหลายปีเนี่ย มันน่าจะแหย่กันจนนอนไม่หลับไม่ใช่รึไง

“เพราะโดนปลุกแต่เช้า ตานายถึงได้ดำเป็นหมีแพนด้างี้อ่ะเหรอ??” ยังไม่วายจะสงสัยต่อให้ฮิโรกินึกอยากจะต่อยหน้าไอ้นายแบบอาคานิชินี่ตงิดๆ ตกลงมันเป็นดาราหรือว่าเป็นคุณป้าช่างเมาท์เนี่ยถึงได้อยากรู้อยากเห็นไปซะหมด

“ไม่ใช่ว่าโดนทำให้นอนไม่หลับทั้งคืนแล้วปิดกันไว้หรอกน๊า~” เพื่อนจินก็ช่างวิเคราะห์ได้ตรงนักจนฮิโรกิร้อนวาบขึ้นมาเมื่อโดนสะกิดเรื่องจริงเข้าให้ แก้มขาวๆแดงเป็นลูกตำลึงเมื่อนึกไปถึงเรื่องเมื่อคืนให้จินจับได้ง่ายๆกันเลยทีเดียว

“เฮ้ย! นั่นแน่!!! ฉันเดาถูกจริงๆด้วย” จินเอานิ้วไปจิ้มหน้าฮิโรกิอย่างชอบใจที่ตัวเองทายถูก อย่างว่าแหละ ฮิโรกิเพื่อนเขาเนี่ยโกหกเก่งซะที่ไหนกันล่ะ คิดจะตบตาจินที่เป็นเพื่อนกันมาห้าปีน่ะ เด็กไปต๋อย

“เดาอะไรถูก ฉันบอกว่าไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไรเซ่” ฮิโรกิปัดมือจินออกทำเป็นเคืองขึ้นมาทันที ไอ้เพื่อนบ้านี่ คนอุตส่าห์จะไม่นึกถึงเรื่องเมื่อคืนก็ดันจะแสนรู้ขึ้นมาอีกนะ จินยิ้มใส่ตามองหน้าฮิโรกิล้อเลียน

“มันต้องมีเดะ ไม่งั้นนายจะอายทำไม”

“ใครอาย!!!!” เสียงใสแหวใส่กลบเกลื่อนทันที ใครจะไปอายกันกะอีแค่โดนเรียกว่าฮิโระก่อนนอนเท่านั้นน่ะ

“เออนั่นสินะ ขนาดเมื่อเช้าเดินง๊องแง๊งกับหมอนั่นเข้าโรงเรียนมาได้ นายก็ไม่น่าจะอายเป็นแล้ว” นี่ก็จะล้อกันไม่เลิก จนฮิโรกิต้องได้ออกแรงฟาดไอ้เพื่อนนายแบบไปอีกหลายตุ๊บ

“เอาน่า คนที่เริ่มๆจะเปิดใจตัวเองก็อย่างนี้ทั้งนั่นล่ะนะ” จินหัวเราะไม่ขยับหลบแต่เอื้อมมือไปล็อคคอฮิโรกิเข้ามาหาตัวอีกทีเป็นท่าไม้ตายสำหรับหลบหมัดฮิโรกิโดยเฉพาะ

“นายหมายถึงใคร พูดดีๆนะจิน!!” คนหน้าสวยย้อนฉับ ถลึงตาขู่ฟ่อ ถองใส่ท้องจนจินต้องปล่อยออกมา

“ก็คนที่พอรู้สึกตัวอีกทีก็คิดถึงแต่เรื่องของนิชิกิโด้จนนอนไม่หลับน่ะสิ ฮ่าๆ” จินชี้หน้าว่าให้พลางหัวเราะน้ำหูน้ำตาไหลกับสีหน้าเหี้ยมๆแต่แดงแปร๊ดอย่างเขินอายของฮิโรกิก่อนจะวิ่งหนีลูกเตะที่คราวนี้ฮิโรกิไม่คิดจะยั้งเท้าเอาไว้แม้แต่น้อย สองคนที่แหย่เล่นกันไปมาอยู่ที่ริมหน้าต่างไม่ได้รู้ตัวเลยว่า มีใครบางคนมองอยู่จากสนามฟุตบอลด้านล่างมานานแค่ไหนแล้ว

“เฮ้ยเรียว ยืนตากแดดทำไมตั้งนานวะ” เสียงหนึ่งทักขึ้นเรียกให้เรียวหันไปมองก่อนจะยักไหล่ เดินเข้าไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ แล้วตอบคำถามพาเพื่อนงงเพียงสั้นๆ

“สังเคราะห์แสง”

==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==

พักกลางวัน

เหตุการณ์ก็เป็นเหมือนเช่นทุกวันที่จะต้องมีใครบางคนเดินจ้ำออกมาจากห้องเรียนตรงไปยังดาดฟ้า จะต่างกันก็ตรงที่วันนี้ที่หิ้วติดมือมาเป็นข้าวกล่องสีน้ำเงินแทนสีเขียวอ่อนที่หิ้วมาเป็นประจำเท่านั้น พอมองข้าวกล่องในมือแล้วฮิโรกิก็แอบจะเหนื่อยใจจนต้องชะลอฝีเท้าลงจนหยุดเดินก่อนที่จะก้าวขึ้นบันไดไปยังดาดฟ้า เสียงจินที่แซวมาตลอดเช้าดังเข้ามาในหัว

‘อย่าคิดร้ายไปหน่อยเลยน่า อย่างน้อยข้าวกล่องนี่นิชิกิโด้ก็ตื่นเช้ามาทำให้ไม่ใช่รึไง’

จะว่าไม่ใช่มันก็ยังไงอยู่ ในเมื่อตัวเองได้ยินอยู่เต็มสองหูถึงคำรำพึงของคุณพี่เลี้ยงจอมป่วนเมื่อเช้า ถ้าไม่ตั้งใจมากๆคนอย่างเรียวจังน่ะเหรอจะมานั่งกังวลกับผลงานตัวเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฮิโรกิรู้ดีอยู่แก่ใจเพราะรู้จักเรียวมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เอ๊ะ…เมื่อกี้เราคิดว่าไงนะ…เรียวจังงั้นเหรอ!!

“ฮึ้ย!! อยู่ๆไปนึกชื่อนั้นขึ้นมาได้ยังไงกันล่ะ” ใบหน้าหวานสะบัดไปมาทันทีไล่ความคิดที่ทำให้แก้มตัวเองร้อนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ มือขาวยกข้าวกล่องขึ้นมาจ้องแล้วก็เอ่ยคาดโทษไปถึงคนที่เป็นเจ้าของซะอย่างนั้น

“เพราะเมื่อคืนนายแกล้งฉันนั่นล่ะนิชิกิโด้”

สรุปโยนความผิดไปให้เรียวได้ฮิโรกิก็สบายใจขึ้นมาหน่อยนึง ขาเพรียวก้าวเดินต่อไปยังเส้นทางที่คุ้นเคยเพราะท้องเริ่มร้องอุทธรณ์หาของกินซะแล้ว และแน่นอนว่าพอเปิดประตูเข้าไปก็ได้เจอกับร่างคุ้นเคยที่นอนไขว้ห้างอาบแดดรออยู่เหมือนทุกทีให้ฮิโรกิได้หมั่นไส้ วันๆไม่มีเรียนรึไงกัน ถึงได้มานอนรอเราซะทุกที

“นี่ นิชิกิโด้” เสียงใสเอ่ยเรียกไปก่อนตัวที่จะเดินไปถึงคนที่เหมือนจะนอนหลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่น่าแปลกที่วันนี้คนที่มักจะตื่นไวอย่างเรียวกลับนอนนิ่งไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ขนาดฮิโรกิมายืนเท้าสะเอวค้ำหัวมองอยู่ใกล้ๆก็ยังไม่ตื่น คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันมองคนที่หลับอยู่ทั้งชุดพละแถมรอบตัวยังไม่มีข้าวกล่องอย่างที่ควรจะเป็นอย่างชั่งใจ มุขจะแกล้งอะไรเราอีกรึเปล่าเนี่ย

“นี่ นิชิกิโด้! ตื่นได้แล้ว เอาข้าวฉันมาฉันหิวแล้ว”

“นิชิกิโด้ เรียว”

“นี่…เรียว!!!”

นิ่ง คนที่นอนอยู่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับอะไรทั้งนั้นให้ฮิโรกิถอนใจมองอย่างชักจะฉุน จะแกล้งก็ให้มันมีขอบเขตหน่อยเถอะนะ นี่หิวจริงจังนะเนี่ย ร่างโปร่งบางเปลี่ยนจากท่ายืนเท้าสะเอวมานั่งยองลงไปข้างๆเรียวที่ยังคงหลับสนิท วางข้าวกล่องลงข้างตัวก่อนจะลงมือเขย่าเรียวอย่างไม่เกรงใจ

“นี่ ฉันบอกให้ตื่นไง ฉัน….เฮ้ย!!!~” ฮิโรกิร้องออกมาหน้าตาตื่น สะบัดมืออกมาทันทีที่สองมือไปจับเข้ากับแขนของเรียวเข้า มันร้อนจนต้องกระตุกออกมาอย่างไม่แน่ใจ ตาคู่สวยเพ่งมองใบหน้าเรียบนิ่งที่ยังคงหลับสนิทแล้วถึงได้รู้ว่ามันแดงอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะเอื้อมมือไปแตะตัวเรียวอีกครั้ง ความร้อนชนิดที่เรียกว่าร้อนมากๆที่แผ่เข้ามายังอุ้งมือทำให้ฮิโรกิตกใจจนหน้าซีด

“เรียวจัง!!”

==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==

11
Mar
08

+== My Boy and I ==+ [Attention Please 02]

==+==+==+==+== [[ Attention Please 2 ]] ==+==+==+==+==

สี่โมง สิบห้านาที

…แคร่ก แคร่ก แคร่ก…เสียงที่เหมือนจะแซะกระจกห้องสภาฯมากกว่าขัดทำความสะอาดดังต่อเนื่องจนจินที่มาช่วยขัดอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยยังต้องเอียงคอปวดหัว มองหน้าสวยๆที่ตั้งหน้าตั้งตามุ่ยมาตั้งแต่บ่ายแล้วก็ถอนใจ

“ฉันช่วยนายทำแต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยินดีจ่ายค่าซ่อมกระจกด้วยนะฮิโรกิ”

“ไม่ต้องมาพูดดีเลย นายน่ะไม่เคยช่วยอะไรได้ซักอย่าง” ฮิโรกิย้อนฉุนเฉียวแทบจะไม่ชายตามองให้จินรู้สึกเหมือนโดนเด็กงอนเอาโทษฐานที่ขัดใจข้อหาปฏิเสธที่จะไปค้างเป็นเพื่อน ด้วยเหตุผลว่าคืนนี้จินมีงานถ่ายแบบขึ้นมาพอดี เห็นหน้าหล่อทำตัวโตไปวันๆอย่างนี้ก็เถอะ จินก็เป็นนายแบบนะครับ!! แล้วจินผิดเหรอที่หน้าตาดีแล้วมีงานน่ะ

“เออๆ ผิดเอง แล้วนี่สี่โมงจะครึ่งแล้วยังไม่รีบเก็บของไปอีกรึไง ขัดเสร็จตั้งนานแล้วมานั่งแซะกระจกอยู่ได้” ขี้เกียจจะต่อปากเลยทำเป็นยอมรับผิดเองแล้วถามไปถึงนัดที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่นาที เดี๋ยวเดือดร้อนขึ้นมาจะมาโยนว่าจินไม่ช่วยอีก อุตส่าห์มาช่วยขัดกระจกชดเชย ยังจะมาแดกดันกันนะ -_-“

“ไม่ไป ฉันไม่ได้ตกลงนัดอะไรกับหมอนั่นนี่ เออออเอาเองก็รอเงกไปเถอะ” ตอบออกมามุขนี้ จินจะทำอะไรได้ดีไปกว่าส่ายหน้าหน่ายไปอีกรอบ ไม่อยากจะเอานิ้วชี้ไปที่นอกหน้าต่างเลยอ่ะนะว่าคนที่ฮิโรกิตั้งใจจะให้รอเงกน่ะ มันกอดอกรออยู่ตรงลานจอดรถจักรยาน พิงประตูโรงเรียนจ้องขึ้นมาที่เราสองคนทั้งแต่มาเริ่มทำงานตาเป๋งเลยว่ะ คิดแล้วก็ชักห่วง 6–“– คืนนี้อยู่กันสองคนซะด้วย เกิดมันลุกขึ้นมาเอามีดแทงกันจะทำไง

“ทนๆเอาหน่อยเถอะน่า บางทีการได้อยู่ด้วยกันนายอาจจะมีทางได้แก้แค้นก็ได้” รีบเสนอหนทางใหม่ให้เพื่อนรักได้พิจารณาเพราะเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับสายตาที่จ้องมายังไงอยู่ ไอ้ที่มันทำจ้องเหี้ยมเนี่ย มันจ้องฮิโรกิหรือมันจ้องเราวะ

“แก้แค้นเหรอ คนน่ารักอ่อนแออย่างฉันจะไปทำอะไรคนอย่างนั้นได้” ฮิโรกิบู้ปาก กระฟัดกระเฟียดทำตัวน่ารักตามคำพูดสุดฤทธิ์ให้จินเผลอส่ายหน้าในใจ เออ โคตรน่ารักอ่อนแอเลยว่ะเพื่อนเรา

“ทำได้ก็แล้วกัน” แอบหันมาพูดกับตัวเอง เอาหน้าหล่อๆแทงสามพันเยนเลยว่างานนี้ต้องมีคนบาดเจ็บแน่

“มันไม่เลวร้ายมากนักหรอกฮิโรกิ ฉันว่านิชิกิโด้น่ะก็คงรู้สึกดีๆกับนายไม่น้อยไปกว่าที่นายมีให้หร…”

“ใครว่าฉันรู้สึกดีๆกับหมอนั่น!!!” ยังไม่ทันที่จินจะพูดจบเลย ฮิโรกิก็เถียงขึ้นมาซะแล้ว ดวงตาคู่สวยจ้องจินตาวาวพร้อมปฏิกิริยาเดิมๆ หน้าแดงนำไปก่อนไม่รู้ตัว จินเลิกคิ้วมองอยากจะล้อแต่ไม่เอาดีกว่าเดี๋ยวมันเอาด้ามที่เช็ดกระจกตีแสกหน้าจินขึ้นมาจะไม่คุ้ม เลยทำเป็นจริงจังซะ

“ตัวนายเองรู้ดีที่สุดฮิโรกิ” จินยิ้มพร้อมกับยกมือขึ้นจิ้มไปที่อกซ้ายของฮิโรกิ และก่อนที่ริมฝีปากสีเชอร์รี่จะได้อ้าเถียง จินก็รีบพูดต่อ

“ก่อนที่นายจะพูดว่านายรู้สึกยังไง พิสูจน์ซะก่อนว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตั้งแต่ทะเลาะกันเมื่อหกเจ็ดปีก่อนน่ะ นายยังไม่เคยเปิดใจกับหมอนั่นเลยนะ”

“ไม่เข้าท่าเลย ทำไมฉันต้องมาทำบ้าๆอะไรอย่างนั้นด้วยล่ะ!!” ฮิโรกิฟังแล้วก็โวยวายขึ้นมาอีก หากคราวนี้เสียงโวยวายไม่ได้ดังเท่าเก่า แต่หน้าสิแดงกว่าเก่าเห็นๆ จินมองแล้วก็ถอนใจเบาๆ เลื่อนมือขึ้นไปขยี้ผมนุ่มสวยนั้นเหมือนปลอบเด็ก

“เพื่อตัวนายมั๊งฮิโรกิ” บอกยิ้มๆก่อนจะหันไปคว้าอุปกรณ์ทำความสะอาดมาเก็บ ฮิโรกิได้แต่ยืนมองจินนิ่งๆคิ้วขมวดแทบจะมัดกันเป็นปม ใบหน้าสวยหวานงอง้ำจะเพราะอะไรเจ้าตัวเองก็ยังไม่เข้าใจ ฮิโรกิรู้แค่ว่าคำตอบของจินมันทำให้จังหวะของหัวใจช่วงหนึ่งสะดุด…เพื่อตัวฉัน??

“เพื่อตัวฉันตรงไหน” เสียงแข็งๆย้อนถามสิ่งที่จินอยากให้ถามออกมาในที่สุด ตาคู่สวยทำเป็นเมินมองที่เช็ดกระจกในมือตัวเองจนจินละอยากจะบอกนักว่าอยากถามก็ถามมาเถอะ อย่ามาทำอายเลย มือใหญ่คว้าเจ้าด้ามเหมาะมือในมือฮิโรกิมาถือไว้ซะเองกันมันเขินแล้วทำเนียนฟาด

“นั่นสิ ลองหาคำตอบดู” อยากให้ถามแต่จินไม่ตอบ ^_^ แถมยังมีหน้าจะมาย้อนถามพร้อมรอยยิ้มอีก ทำให้ฮิโรกิขมวดคิ้วฉับทันที จินยักไหล่ก่อนจะหันหลังถืออุปกรณ์ทำความสะอาดไปเก็บให้โดยโบกมือชี้ไปยังที่ที่จะมีคำตอบให้ฮิโรกิได้ ฮิโรกิมองตามไปยังคนที่กอดอกรอแล้วก็ยิ่งยืนนิ่ง

นายเพื่อนฉันหรือเพื่อนหมอนั่นกันแน่เนี่ยจิน!!!

==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==

เสียงนกร้องยามเย็นกับเมฆที่เริ่มจะมืดครึ้มลงไปทุกทีๆ แทนที่มันจะให้บรรยากาศดีๆแห่งการพักผ่อนหลังเลิกเรียน แต่มันกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อยสำหรับคนสองคนที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ตรงลานจอดรถจักรยานริมรั้วโรงเรียน เรียวที่ยินกอดอกรอสีหน้าที่นิ่งสนิทอย่างน่ากลัว นาฬิกาที่ข้อมือเดินเลยผ่านเวลาห้าโมงเย็นมากว่าสิบนาทีแล้ว

“ฉันนัดนายกี่โมงอุจิ” น้ำเสียงเรียบยิงคำถามนิ่งๆทันทีที่ฮิโรกิมาหยุดทำหน้าเบื่ออยู่ตรงหน้าเขา สายตาคมดูดุขึ้นนิดหน่อยกับการที่ฮิโรกิผิดเวลาไปนานขนาดนี้

“ฉันมีงานต้องทำ ไม่อยากจะรอก็กลับไปสิ ฉันไม่ได้ขอร้องนี่” ใบหน้าสวย(แต่งอ)เชิดใส่ บอกจะรอถึงแค่สี่โมงครึ่งแล้วจะยืนรอมาจนป่านนี้เองแล้วจะมาบ่นทำอะไรล่ะ
 
คำตอบของฮิโรกิทำให้เรียวอดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ไอ้การดื้อไม่รู้เหนือรู้ใต้ของฮิโรกินี่มันเหลือเกินจริงๆนะ คิดว่าไม่เห็นหรือไงว่าไปยืนช่วยกันขัดกระจกกับอาคานิชินุ๊งนิ๊ง(???)กันสองคน แล้วไอ้นายแบบนั่นก็เผ่นออกจากโรงเรียนไปตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนแล้วด้วย ไอ้ที่นั่งอยู่เฉยๆในห้องเรียนนี่เรียกว่าทำงานงั้นสิ??

“ไม่ต้องพูดมากแล้ว กลับกันซักที” เรียวส่ายหน้าว่าขี้เกียจจะเถียงด้วย ขยับไปปลดล็อคจักรยานแล้วขึ้นขี่ ตั้งท่ารออยู่สองวิไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจะให้ขึ้นไปนั่งซ้อนหลังแต่ฮิโรกิกลับทำแค่ปรายตามอง ไม่ขึ้น! แม้จะโดนเพื่อนจินไกด์ไลน์นำทางให้เปิดใจ แต่ไม่รู้เป็นไงพอได้เห็นหน้าเรียว ฮิโรกิก็รู้สึกเหมือนฮอร์โมนการต่อต้านมันจะหลั่งปรี๊ดขึ้นมาได้ทุกวินาที

“ฉันจะเดินกลับ” บอกหน้าเชิดๆทว่าปิดแผนแก้เผ็ดที่เพิ่งคิดมาได้เมื่อกี้สดๆร้อนๆไม่ได้เลยแม้แต่น้อยให้เรียวได้หันกลับมาหรี่ตามอง

ถ้าฉันเดินกลับแล้วนายยังจะขี่จักรยานคนเดียวไปถึงบ้านให้แม่ดุเอาได้ก็เอา ยังไงนายก็ต้องมาเดินเมื่อยกับฉัน ฮ่าๆ ฮิโรกิกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ในขณะที่เรียวส่ายหน้า ให้นั่งซ้อนเป็นเจ้านายก็ไม่เอา คิดอะไรของเค้า 6- -“

“ฉันก็ไม่เกี่ยงหรอก” เรียวยักไหล่กรอกตามองลมฟ้าอากาศหลังจากที่เหลือบมองอุปกรณ์ที่ฮิโรกิถืออยู่ในมือ แค่กระเป๋าใบเดียวกับข้าวกล่องแถมเมื่อเช้ายังตื่นสายขนาดนั้น คงไม่รู้อะไรดีๆสิ หึๆ

“เดินก็เดินสิ” ว่าแล้วก็ลงจากจักรยานกันง่ายๆ ตามใจกันสุดๆจนน่าแปลกใจ “แน่ใจนะว่าไม่นั่งจริงๆ”

มีการย้อนถามเอาคอนเฟิร์มอีกรอบให้ฮิโรกิเป็นฝ่ายไม่แน่ใจซะเอง แต่ในเมื่อเดินหน้าแล้ว คนอย่างฮิโรกิไม่ถอยหรอก

“แน่” เด็กดื้อทำหน้ามั่นใจพร้อมกับออกก้าวเดิน ถือคตินำไปก่อนถือว่าชนะ เชอะ!

“ก็ดี” เรียวพยักหน้าเข้าใจยิ้มๆ พาให้ฮิโรกิที่เดินนำไปก่อนแล้วชักจะใจไม่ดี ตามใจอีกแล้ว!! คำตอบของเรียวที่ไม่มีการเกี่ยงแบบนี้นี่ทำให้ฮิโรกิใจแป้วยังไงอยู่ คนอย่างเรียวต้องมีแผนอะไรแหง แล้วฟังสิ ไม่มีเสียงฝีเท้าตามมาด้วย

“นายเดินนำไปก่อนเลยก็ได้ เดี๋ยวฉันกางร่มเสร็จจะเดินตามไป” แล้วเรียวยักคิ้วยิ้มมุมปากเฉลยสิ่งที่ฮิโรกิสงสัยแต่ไม่ยอมเสียฟอร์มถาม นับหนึ่งถึงสามในใจแล้วก็เข้าเป้า!! ฮิโรกิหยุดเดินพร้อมกับหันควับ ใบหน้าสวยกระตุกฉุกคิดไปนิดแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าการปฏิเสธการนั่งจักรยานเป็นความพ่ายแพ้ครั้งที่สามของวันเมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องดังครืนๆอยู่เหนือหัว แล้วก็มีหยดน้ำใสๆหล่นแหมะมาแปะที่แก้มกันซึ่งๆหน้า เอาแล้วไงฮิโรกิ -_-“

“ขนาดจักรยานฉันนายยังไม่ซ้อน ร่มฉันก็คงไม่เอาด้วยเหมือนกันสินะ” เรียวเอียงคอถามยิ้มๆ และถ้าฮิโรกิตาไม่ฝาดก็รู้สึกเหมือนจะได้เห็นคิ้วเรียวมันยักให้น้อยๆเหมือนเยาะเย้ย ที่เมื่อกี้ไม่ค้านเลยนี่เพราะอย่างนี้ใช่มั๊ย ไม่น่าเชื่อว่าขนาดธรรมชาติก็ยังเข้าข้างเรียว!!

“นาย!!!” ฮิโรกิได้แต่ชี้นิ้วสวยๆมาที่เรียวมือไม้สั่นอย่างแค้นใจให้เรียวได้กลั้นยิ้มจนปวดแก้มทั้งๆที่ยังทำหน้าซื่อ

“เมื่อเช้ามีพยากรณ์อากาศว่าจะมีฝนหลงฤดูน่ะ”

ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องโครมใหญ่และสายฝนที่กำลังเทลงมา
ไม่มีใครรู้ว่าฮิโรกิจะตัดสินใจเช่นไร?????

==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==

“โอ๊ะโอ ฝนตกหนักเลยล่ะฮิมะ” เสียงร้องบอกของหญิงสาวผมสั้นท่าทางทะมัดทะแมงที่มีแววเรียบนิ่งคล้ายๆเด็กหนุ่มบางคนบอกขึ้นหลังจากละมือจากการโทรศัพท์ที่ริมหน้าต่าง ให้หญิงสาวอีกคนที่กำลังลากกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ลงมาจากชั้นบนต้องเลิกคิ้วมอง

“เอ๋~ งั้นก็แย่สิริกกี้ ฮิโระกับเรียวจังยังไม่กลับมากันเลย” ฮิมะ หรือฮิมาวาริยกมือขึ้นแตะหน้าอย่างกังวล ใบหน้าสวยหวานที่ฮิโรกิถอดเค้าไปเด๊ะๆ ทำครุ่นคิด รู้สึกเหมือนเมื่อตอนเข้าบ้านมาจะเห็นร่มของฮิโรกิยังอยู่ที่บ้านซะด้วย

“ไม่เป็นไรหรอกมั๊ง เรียวน่ะดูและฮิโระจังได้หรอก” ริกกี้ หรือริคาโกะบอกสบายๆพลางสาวเท้าเข้าไปหาฮิมาวาริทันทีที่เห็นว่าฮิมาวาริยกอะไรลงมาจากชั้นบน

“แล้วจะแบกลงมาเองทำไมฮิมะ ฉันบอกแล้วนี่ว่าเดี๋ยวจะขึ้นไปเอาลงมาให้เองน่ะ” ไม่ดุเปล่า มือหนึ่งคว้าเอากระเป๋าใบใหญ่มาถือเสมือนมันเบาเดินลงบันไดฉับๆพร้อมกับอีกมือหนึ่งก็คว้าเอาข้อมือบางให้เดินลงมาตามกัน ฮิมาวาริเอียงคอมองริคาโกะยิ้มๆ

“ก็ฉันเห็นริกกี้ยุ่งๆเรื่องตั๋วกับโทรเรียกรถนี่นา เลยคิดว่าจะช่วยน่ะ” ช่างเป็นรอยยิ้มที่ไม่ต่างจากฮิโรกิเลยแม้แต่น้อยในสายตาของริคาโกะ ผู้เป็นแม่ของเรียวหัวเราะกับท่าทางที่อยากจะช่วยจริงๆนั้นอย่างเอ็นดู เอาเถอะๆ

“ว่าแต่พวกฮิโระช้าจังเลยนะ เดี๋ยวก็มาไม่ทันเราออกไปพอดี” ฮิมาวาริที่นั่งลงกับโซฟาตามที่ริคาโกะกดไหล่ให้นั่งอดไม่ได้ที่จะบ่นถึงลูกชายสุดที่รักเมื่อมองไปยังนาฬิกาแล้วเห็นว่านี่ก็จะหกโมงเย็นแล้ว ริคาโกะที่เหลือบมองตามพยักหน้าเห็นด้วย

“นั่นสิ หรือว่าจะทะเลาะกันกลางทางไปแล้ว” ยักไหล่อย่างที่เรียวชอบทำเหมือนกันเป๊ะไม่มีผิดเพี้ยน ใช่ว่าต่อหน้าเด็กสองคนนั้นจะทำเป็นเพื่อนกันแล้วคนเป็นแม่จะดูไม่รู้นี่ว่าลับหลังน่ะตีกันจะตายแล้ว

“ทำไมถึงได้ชอบทะเลาะกันนักก็ไม่รู้นะ” ว่าแล้วฮิมาวาริก็เอามือขึ้นแปะหน้าอีกทีให้รู้ว่ากังวล เห็นอย่างนั้นริคาโกะก็เอื้อมมือไปเอาออกให้ อย่าทำบ่อยนักเลยมันน่ารักเกินไป ถึงทั้งคู่จะมีลูกโตขนาดนี้แล้วแต่ถ้าเดินไปด้วยกันทีไรก็มีแต่คนไม่เชื่อว่ามีลูกแล้วทุกทีแหละ ยิ่งริคาโกะที่ออกจะห้าวๆด้วยแล้วยิ่งดูเหมือนจะเป็นแฟนฮิมาวาริมากกว่าเพื่อนไปกันใหญ่

“เพราะไอ้ลูกฉันแหละที่ชอบแกล้งฮิโระจังน่ะ” ส่ายหน้าหน่ายลูกชายตัวเองไปเป็นพัก ไม่ใช่ว่ารักเรียวน้อยกว่าหรอก แค่ฮิโระจังน่ารักกว่าเท่านั้นเอง

“ริกกี้น่ะ โอ๋แต่ฮิโระไม่ได้นะ” ฮิมาวาริก็แย้งขึ้นในทันทีเช่นกัน เรียวจังน่ะออกจะเป็นเด็กดี ริกกี้ล่ะชอบมองว่าเรียวจังแกล้งฮิโระเรื่อยเลย

“จ้าๆ ฉันไม่ว่าเจ้าเรียวก็ได้ ว่าแต่…ถ้าหกโมงครึ่งแล้วยังไม่มากันก็ต้องไปแล้วนะ รอไม่ได้หรอก” ริคาโกะบอกกำหนดการให้รู้ พอได้ฟังอย่างนั้น ไม่ให้เอามือแปะหน้าฮิมาวาริเลยเอียงคอกลุ้มซะแทน ริคาโกะละอยากจะเหนื่อยใจ คนมันจะน่ารัก มุมไหนก็น่ารักว่างั้นเถอะ

“เหรอ…ทำไงดีล่ะ ฉันยังไม่ได้บอกกับฮิโระเลยว่าจะไปเที่ยวเดี๋ยวก็งอนอีก” จะโทรไปบอกฮิโรกิก็ดันลืมมือถือเอาไว้ในห้องซะอย่างนั้น

“เจ้าเรียวบอกให้แล้วล่ะ ช่วยไม่ได้นี่นาที่เรื่องมันปุบปับ ไม่ไปวันนี้คงอีกนานกว่าจะมีโอกาสอีก”

“นั่นน่ะสินะ หวังว่าเรียวจังคงทำให้ฮิโรกิหายงอนได้อยู่หรอกนะ” นอกจากจะหน้าตาดียังมองหลานในแง่ดีซะไม่มีล่ะ ริคาโกะยักไหล่ไม่ว่าไง เพียงแต่หัวเราะหึในใจ

นิสัยไอ้ลูกชายฉันน่ะ นอกจากจะไม่ทำให้ฮิโระจังหายงอนแล้วยังมีแต่ทำให้ฮิโระจังแค้นหนักกว่าเดิมน่ะสิ ฮิมะ  -__-“

==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==

ท่ามกลางสายฝนหลงฤดูที่โปรยปรายคล้ายจะแกล้งคนสองคนเดินอยู่ในร่มคันเดียวกัน เรียวที่ต้องทั้งกางร่มและพยุงฮิโรกิที่เดินกระย่องกระแย่งละอยากจะมีมือที่สามมาก่ายหน้าผากนัก ให้มันได้อย่างนี้สิ

เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน

‘นี่ นั่งดีๆได้มั๊ย’
‘เอ๊ะ ฉันกางร่มต้านฝนมันต้องทรงตัวนะ!!’
‘ฉันขี่จักรยานพานายต้านฝนก็ต้องทรงตัวเหมือนกันนั่นล่ะ อุจิ!! ร่มมันจะทิ่มตาฉัน!!’
‘อะไร!! นายก็นั่งดีๆสิ’
‘นายนั่นล่ะ เลิกดิ้นซ้ายดิ้นขวาซะที!!’
‘เป็นคนขี่ก็ขี่ไป อย่าพูดมาก นี่แน่ะ’
‘เฮ้ย!!!’

-_________________________-“

ไม่รู้จะโทษใครเลย นอกจากจะแหย่กันจนได้เรื่องขี่รถเสียหลักไปทิ่มท่อระบายน้ำให้หน้าแข้งฮิโรกิไปกระแทกเสาไฟฟ้าข้างๆท่อแล้ว ตอนนี้ก็ยังต้องมาเดินพยุงจะเปียกแหล่ไม่เปียกแหล่อยู่ในร่มคันเดียวกันเนี่ย

“กางดีๆได้มั๊ย มันเปียกเนี่ย” แล้วจอมโวยวายก็ตั้งท่าบ่นขึ้นมาอีก ให้เรียวได้เหลือบมองร่ม ร่มก็มีอยู่แค่นี้แล้วจะให้เรียวยืนตรงไหน

“ร่มคันเท่าเมี่ยงผู้ชายสองคนยืนด้วยกันมันจะไปพอได้ยังไง ถ้าไม่อยากจะเปียกก็เบียดเข้ามา”

“ทำไมฉันต้องมาเบียดกับนายด้วยเนี่ย เพราะนายขี่ไม่ดูทางนั่นแหละ” ยังจะมาแอบเถียงให้เรียวต้องยกมือเกาหู เออ ผิดอีก -”- ร่มก็ร่มเรียว เหวี่ยงทิ้งซะดีมั๊ยจะได้ไม่ต้องเบียดกัน

“ไม่น่าโดนที่หน้าแข้งเลยนะ มันน่าจะโดนที่ปากจะได้พูดไม่ได้” เรียวปรายตาดุๆใส่ ดีด้วยแล้วได้ใจเดี๋ยวร้ายใส่อย่ามาร้องนะ ฮิโรกิเห็นอย่างนั้นก็ทำปากยื่น เชิดหน้าหนี เดินเงียบๆก็ได้ อีกสองบล็อคถึงบ้านจะฟ้องน้าริกกี้เลย จอมโวยวายได้แต่ทำปากขมุบขมิบบ่นนั่นบ่นนี้ไปเรื่อยเปื่อย เรียวมองแล้วก็ไม่รู้จะเซ็งดีหรือจะขำดี คนอะไรเอาแต่ใจเหมือนแมวชะมัด

แล้วความหวังที่จะฟ้องริคาโกะของฮิโรกิก็เป็นอันต้องฝันสลายเมื่อสองคนเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านอุจิในเวลาหนึ่งทุ่มแล้วบ้านมืดสนิท เรียวที่รู้ตารางการเดินทางของแม่อยู่แล้วไม่ได้แสดงทีท่าอะไรออกมาผิดกับอีกคนที่สีหน้าบอกว่าผิดหวังชัดเจน แม่!!!

“ทำไมบ้านมันมืดงี้อ่ะ!!”

“ก็เค้าไปกันหมดแล้วน่ะสิไม่น่าถาม” เรียวตอบง่ายๆให้ฮิโรกิได้ถลึงตาใส่ เรื่องนั้นฉันก็รู้เฟ้ย!!

“ทำไมแม่ไปไม่บอกฉันอ่ะ ทำไมแม่ทำกับฉันอย่างงี้อ่ะ” ค้อนใส่เรียวเสร็จก็มาคร่ำครวญต่อให้เรียวส่ายหน้า เอาซักอย่างเถอะพ่อคุณ เพราะใครล่ะเล่นตัวกลับช้าจนได้เรื่องน่ะ

“เข้าบ้านก่อนแล้วค่อยมาโวยวาย ฉันว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่แม่นายจะไปไม่บอกน่ะ” ขนาดร่มยังลืม นับประสาอะไรที่เครื่องมือสื่อสารฮิโรกิจะลืมไม่ได้ พนันได้เลยว่าเปิดประตูเข้าบ้านไป อย่างนึงที่จะวางอยู่บนโต๊ะกับข้าวต้องมีจดหมายยาวสามหน้ากระดาษเป็นข้อความฝากฝังฮิโรกิเอาไว้กับเรียวจากฮิมาวาริแน่นอน

“แล้วทำไมฉันจะต้องอยู่ในความดูแลของนายด้วยเนี่ย!!!!!” แล้วก็เป็นจริงดังว่า หลังจากที่เข้าไปในบ้านฮิโรกิก็ถลากระโดดกิงก่องแก้วเข้าไปในครัวก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่เพราะกับข้าวที่วางน่ากินอยู่บนโต๊ะหรอก แต่เพราะรู้เหมือนๆเรียวนั่นแหละว่าแม่ตัวเองจะต้องทิ้งข้อความเอาไว้ให้ แล้วพออ่านจบก็เป็นเรื่องเลยไง

“ก็เพราะรู้ว่านายดูแลตัวเองไม่ได้ไง” เรียวที่เดินตามมาทีหลังกอดอกพิงประตูห้องครัวตอบพลางยักไหล่ นี่ถ้าซื้อลอตเตอร์รี่ก็ถูกไปแล้วนะเนี่ย

“ตรงไหน!!!!” เด็กดื้อเถียงฉับเข้าให้ทันทีแบบไม่ต้องคิด หน้าฮิโรกิเวลาอยู่กับเรียวน่ะไม่เคยจะสวยน่ารักอย่างที่ริคาโกะชอบชมหรอก มีแต่จะบู้บี้ใส่ตลอด เรียวฟังแล้วก็ถอนใจ ถามแบบนี้ตอบตรงๆได้มั๊ยล่ะ

“ตรงที่นายตื่นสายออกจากบ้านไม่ทันทั้งๆที่แม่นายคงปลุกแล้ว แถมยังลืมร่มทั้งๆที่มีโน้ตแปะเตือนไว้ที่หน้าประตู แล้ววันนี้ก็งอแงจนกลับมาไม่ทัน ก่อเรื่องจนจักรยานพังแถมฉันต้องหิ้วนายกลับ แล้วถ้าให้เดาล่ะก็นายควรจะได้รู้จากปากน้าฮิมะตั้งแต่เมื่อสายๆแล้วล่ะถึงเรื่องที่จะไปเที่ยวกับแม่ฉันกะทันหันถ้านายไม่ลืมเอามือถือไป แล้วไม่ต้องมาโวยนะว่าทำไมแม่ไม่โทรเข้าเครื่องฉันก่อนจะออกจากบ้าน ฉันปิดมือถือตั้งแต่กางร่มแล้ว”

ตอบให้ครบถ้วนสมบูรณ์ขนาดนี้แล้วถ้าฮิโรกิยังจะหาที่เถียงได้เรียวก็ว่าฮิโรกิข้างๆคูๆแล้วล่ะ ฮิโรกิได้ฟังอย่างนั้นก็อมลมใส่แก้ม เพราะหาที่เถียงไม่ได้จริงๆ ตาคู่สวยสะท้อนแววสลดมาวูบหนึ่งเหมือนเด็กถูกแม่ทิ้งจนเรียวต้องเดินเกาหัวไปเปิดประตูตู้เย็น หยิบน้ำแข็งออกมาได้ก็เอาห่อกับผ้าเช็ดหน้าตัวเองแล้วเดินมายื่นให้

“เอ้า ประคบซะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เขียวไปเพื่อนนายจะได้ว่าฉันทำมิดีมิร้ายนายพอดี”

“ไม่เอา” ฮิโรกิบอกปัดแก้มปูด คนอยู่ในอารมณ์สลดอย่ามากวนใจน่ะ

เรียวเลิกคิ้วมองแล้วก็ตัดสินใจนั่งยองลงไปตรงหน้าหน้าแข้งของฮิโรกิ ถลกขากางเกงขึ้น “หยุดดื้อซักนาทีไม่ได้รึไง”

“โอ๊ย!!!!” แล้วคนที่โดนน้ำแข็งเย็นจิ้มจึ้กเข้าไปที่หน้าแข้งแดงๆก็ร้องจ๊ากออกมาอย่างตกใจ ฮิโรกิจะหดเท้าหนีแต่ช้ากว่ามือเรียวที่เอื้อมมายึดไว้ จัดแจงผูกผ้าเช็ดหน้าห่อน้ำแข็งมัดติดกับขาฮิโรกิให้เสร็จสรรพแล้วถึงได้ลุกมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฮิโรกิ หยิบจานกับข้าวมาเปิดไม่สนสายตาเจ้าของบ้าน

“ประคบไว้ซักครึ่งชั่วโมงนั่นล่ะ แล้วถ้าสลดจนกินไม่ลง ก็ยกโควต้าของนายให้ฉันก็ได้” บอกหน้าตาเฉยจนฮิโรกิที่ทำสลดไปได้สามวิต้องหันกลับมาคว้าจานกับข้าวในมือเรียวไปถือไว้เอง ว่าไงนะ!!!

“แม่ให้นายดูแล้วฉันแล้วจะมาแย่งฉันกินได้ไง!!! อย่ามามั่วนะ!!!” ทำปากยื่นใส่จนเรียวละอยากจะเอาตะเกียบไปหนีบนัก นั่งเท้าคางเฉยๆมองฮิโรกิแกะกับข้าวแล้วคีบแบ่งหมูทอดให้สามชิ้น ยุติธรรมสุดๆ เริ่มไม่แน่ใจว่าที่แม่ฝากให้มาดูแลคนตรงหน้าเนี่ยแกล้งกันรึเปล่า ฮิโรกิเหลือบมองเรียว ก้มลงมองผ้าเช็ดหน้าสีน้ำเงินเข้มที่พันอยู่ที่ขาตัวเองแล้วก็ขมวดคิ้วคิดไปนิดหน่อย

“เอ้า!! ไข่หวานอีกชิ้นก็ได้” คีบยื่นให้เหมือนจะจำใจไปตรงหน้า เรียวเงยหน้าขึ้นมองคนที่ใจดีผิดวิสัยแล้วก็อมยิ้มมุมปากที่เห็นแววเขินเล็กๆในแววตาที่ไม่เคยจะปิดอะไรมิดของฮิโรกิ จะขอบคุณยังฟอร์มอีกนะ

“ก็ยังดี” ยักไหล่ทำเป็นไม่ใส่ใจแล้วคีบรับ เห็นแล้วฮิโรกิละอยากจะคีบคืนนัก ดีใจได้กับข้าวเพิ่มแล้วยังจะฟอร์มอีก

….แล้วบรรยากาศในการกินข้าว…ต่างคนก็ต่างกินเหมือนอย่างทุกที ^_^

==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==

บรรยากาศความสงบมีได้ไม่นานเท่าไหร่นัก ตอนนี้ความวุ่นวายก็กำลังตั้งเค้าขึ้นในห้องนอนของฮิโรกิ เรียวที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินเช็ดผมเข้ามาในห้องแล้วก็ถึงกับยืนนิ่งไปกับฟูกนอนที่ถูกวางกอง(แบบไม่ปูให้) อยู่อีกริมฝั่งแทบจะเรียกว่าคนละซีกโลกกับเตียงกว้างของฮิโรกิ แถมตอนนี้เจ้าของห้องยังกำลังนั่งแปะเทปกาวแบ่งเขตให้อีกต่างหาก เรื่องยุติธรรมน่ะไม่ต้องพูดถึงหรอก เห็นๆอยู่ว่าแบ่งแบบหนึ่งต่อสี่ กะว่าพอให้นอนดิ้นแบบสองสเต็ปว่างั้น -_-”

“ทำอะไรของนายน่ะ” คนในชุดนอนสีน้ำเงินถามทั้งๆที่รู้ดีอยู่ว่าอีกคนมีเจตนาอย่างไร แต่เห็นแล้วมันอดไม่ได้นี่

“ทำเขตส่วนตัว นายกับฉันจะได้ไม่ต้องมายุ่งกัน” ร่างโปร่งบางในชุดนอนลายทางสีชมพูสลับขาวหันมาบอกให้เรียวได้ถอนใจ ยกมือขึ้นเกาหัวแกรก ตกลงว่าเรามาดูแลเด็กอนุบาลรึเปล่า

“แล้วถ้าฉันไม่นอนในเขตฉันล่ะ?” หางตาตกๆเหมือนจะยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเท้าเอวถามคำถามนี้ออกไป ฮิโรกิกรอกตามองเรียวไปมาแล้วก็ขู่

“นายโดนดีแน่!!” แยกเขี้ยวใส่กะว่าน่ากลัวเต็มที่ เรียวละอยากจะไปหาปากกามาวาดขีดๆสามสี่ขีดที่หางตาตัวเองแล้วเพิ่มเหงื่อเข้าไปอีกหนึ่งหยด น่ากลัวจริงๆ -_-“

“เหรอ…ยังไง???” นอกจากจะไม่กลัวแล้วยังเดินเข้าไปในอุจิแลนด์ให้รู้ว่ากล้าลองของอีกอีกต่างหาก ฮิโรกิมองคนที่เดินมานั่งแปะบนเตียงตัวเองตาโต ชี้หน้าอ้าปากค้าง

“ฉันไม่ใช่ผีนี่ที่จะได้เอาสายสิญจน์มาล้อมแล้วเข้าไม่ได้น่ะ” ยักไหล่บอกยิ้มมุมปากพร้อมกับตั้งท่าจะล้มตัวลงไปนอนกันง่ายๆบนที่นอนอันนุ่มสบาย เตียงหลังเท่าบ้านขนาดนี้เอาไอ้อาคานิชินายแบบมานอนเรียงกันสามคนยังได้เลย แต่ยังไม่ทันได้นอนดีๆหรอก มือนิ่มๆก็ตรงเข้าฉุดให้ลุกซะแล้ว

“ลุกนะเฟ้ย!!! นี่มันเขตฉัน!!!” ใบหน้าสวยเอาจริงเอาจังสุดฤทธิ์ แต่ให้ดึงให้ตายเรียวก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย อันที่จริงก็ไม่ได้อยากนอนนักหนาหรอก แต่เห็นฮิโรกิจริงจังเรียวเลยช่วยเน้น เน้นแบบช่วยดึงน่ะ -_,-

“ว๊ากกกกก” แล้วเลยกลายเป็นคนดึงโดนดึงไปแทน ร่างโปร่งบางดิ้นปั๊ดๆเมื่อรู้สึกตัวว่าจะเสียหลักไม่คิดว่าเรียวจะเล่นมุขนี้ ยิ่งออกแรงดึงกลับเรียวก็ยิ่งดึงตอบ ลงท้ายเลยกลายเป็นแข่งกันดึงไปซะงั้น  -_-“ เอาสิ วันนี้ฉันต้องชนะนายให้ได้ซักเรื่อง นิชิกิโด้!!!

ฉันต้องชนะ!!!
ก็ดึงไปสิ
อย่ามาดึงฉันนะ!!!
เปล่าเลย
โอ๊ย ทำไมถึงได้แรงเยอะ!!!
ยังไม่ได้ขยับเลยซักนิดเดียว

ดูเหมือนการแข่งขันครั้งนี้เรียวจะไม่ได้ออกแรงซักเท่าไหร่ มีแต่คนที่เผลอจริงจังเล่นอยู่คนเดียวนั่นล่ะ เรียวมองหน้าคนที่พยายามดึงเขาเข้าหาตัวเองยิ้มๆ รู้ตัวมั๊ยเนี่ยว่าตอนนี้เข้าใกล้กันไปถึงไหนแล้ว เรียวน่ะเลิกขยับแล้วนั่งมองหน้าฮิโรกิที่ตั้งหน้าตั้งตาสู้อยู่คนเดียวมานานแล้ว คนในชุดนอนสีน้ำเงินยิ้มมุมปากหน่อยๆปล่อยให้ฮิโรกิได้ดึงเล่นให้พอใจอีกสองสามรอบก่อนที่จะรวบรวมแรงกระตุกแขนเรียวเล็กเข้ามาหาตัว คนไม่ทันระวังเบิกตากว้างถลันเข้าหาอกของเรียวที่รองรับอย่างตกใจ

“เลิกเล่นได้แล้ว ดึกแล้วนอนดีกว่า” เสียงทุ้มฟังไม่คุ้นหูกระซิบชวนนอนใกล้จนฮิโรกิขนลุก มือเรียวที่กำข้อมือของฮิโรกิแม้จะบีบไม่แน่นแต่กลับทำให้ใบหน้าสวยนิ่วหน้าแปลกๆได้ มือนุ่มดันอกเรียวขืนตัวขึ้นทันที

“ทำ….ทำบ้า…อะ..ไร” น้ำเสียงที่ขึงขังตอนแรกอ่อนแรงลงในตอนท้ายเมื่อดันตัวเองลุกขึ้นมาแล้วติดมือของเรียวที่ขยับเข้ามาโอบเอวเล็กเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ใบหน้าของเรียวที่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งช่วงศอกไม่ได้ทำให้เลือดของฮิโรกิสูบฉีดแรงขึ้นได้เท่ากับสายตาของเรียวที่มองมา…สายตาที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว…

…สายตาของเรียวจัง…

“นอนนะ ฮิโระ” เสียงอ่อนๆเบาจนเหมือนจะให้ฮิโรกิเข้าใจไปว่าหูแว่วมากกว่าเอ่ยชวนซ้ำอีกครั้ง ดวงตาคู่สวยจ้องริมฝีปากของเรียวแทบจะไม่กระพริบ แทบจะไม่หายใจ อะไร???

ติ๊ดติ๊ด….ติ๊ดติ๊ด….

แล้วเสียงที่ปลุกสติของฮิโรกิก็ดังมาจากกระเป๋าของเรียวที่วางอยู่ไม่ไกล ฮิโรกิถือโอกาสที่เรียวเผลอปล่อยมือจากตัวเองผละออกจากเรียวไปยืนซะห่าง หางตาตกๆเบือนไปมองมือถือตัวเองที่สั่นดุ๊กดิ๊กอยู่ในกระเป๋าก่อนจะถอนใจเดินไปรับสายอย่างไม่อยากจะรับนัก แม่!!!

“ว่าไงไอ้เรียว ทำอะไรฮิโระจังรึเปล่า” แค่รับสายเท่านั้นเรียวก็แทบจะอยากยกมือไหว้แม่ตัวเองงามๆสามทีเหลือเกิน อวยพรกันตลอดเลยนะ

“ถึงแล้วเหรอแม่” ลูกชายไม่ตอบแต่เปลี่ยนไปถามเรื่องอื่นแทน สายตาเหลือบไปมองฮิโรกิที่คลานขึ้นเตียงตัวเองไปนอนคว่ำกางแข้งกางขากางอาณาเขตให้ทั่วเตียงแล้วก็อดที่จะขำออกมาไม่ได้ เสียงปลายสายตอบรับมาจิ๊จ๊ะเหมือนจะขัดใจที่เรียวตอบไม่ตรงประเด็น

“ถึงแล้วสิไม่งั้นจะโทรมาได้ไง ว่าไงล่ะ อยู่กันดีไม่ได้ตีกันใช่มั๊ย” ริคาโกะยังคงจะถามให้ได้ให้สบายใจ ไม่ได้หรอกนะหลานรักฮิโระจังน่ะ ที่สุดในดวงใจ เรียวฟังแล้วละอยากจะถอนใจเฮือกๆ เมื่อกี้น่ะอุตส่าห์จะได้ชอตดีๆแล้ว แล้วใครล่ะที่มาขัดจังหวะน่ะ

“อุตส่าห์ให้อยู่ด้วยกันได้ตั้งอาทิตย์อย่าทำเสียเรื่องนะไอ้ตัวแสบ เวลามันน้อยลงทุกทีก็รู้ดีนะ” ริคาโกะอดที่จะเอ่ยเตือนเล็กๆไม่ได้ เรียวได้ฟังแล้วก็ถอนใจออกมาเบาๆ สายตายังไม่ละออกมาจากคนที่ยังกางแขนกางขาหามุมเหมาะไม่เลิก แววตาขำๆที่มองฮิโรกิเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะตอบเสียงเบาลง

“ครับ…ผมรู้” ใบหน้าเรียบนิ่งพยักหงึกหงักไปเล็กน้อย รับฟังสิ่งที่ริคาโกะคุยมาอย่างไม่ตอบรับใดๆอีก นานพอที่เรียวจะวางหูแล้วหันกลับมาเห็นเจ้าของห้องจอมโวยนั้นหลับม่อยกระรอกไปซะแล้ว แววตาที่นิ่งขรึมลงไปเล็กน้อยจ้องมองฮิโรกิที่ลงอาคมเตียงตัวเองด้วยการถมหมอนลงไปซะเต็มที่แล้วก็อดไม่ได้ที่จะขำออกมา เรียวกอดอกยักไหล่มองอย่างพิจารณา นี่กลัวว่าจะโดนแย่งที่นอนขนาดนั้นเลยรึไง

“อุจิ” เสียงเรียบนิ่งลองเอ่ยปากเรียกคนบนเตียงดูไม่เบานักในห้องเงียบๆที่ไร้เสียงโวยวายของฮิโรกิ หากร่างที่นอนคว่ำนิ่งกลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย เรียวหัวเราะในคอเบาๆเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อยแล้วลองเรียกออกมาอีก

“ฮิโรกิ…” เหมือนเดิม ไม่มีการขยับอีกเช่นกันแม้เรียวจะทิ้งตัวลงนั่งที่ข้างเตียงแล้วก็ตาม ดวงตาคมหรี่ขรึมลงมาอีก มองเสี้ยวหน้าที่โผล่พ้นกลุ่มผมสีน้ำตาลออกมาแล้วความรู้สึกเก่าๆมันก็เหมือนจะไหลวนกลับมาให้เรียวคลี่ยิ้ม ยิ้มที่แววตาไม่ได้ยิ้มออกมาด้วยเลย

“หลับก็ดีแล้ว ดึกแล้วนอนนะ ฮิโระ…” ก้มลงกระซิบบอกแผ่วที่ข้างหูก่อนจะผละลุกขึ้นกลับไปยังที่ของตัวเอง จัดแจงปูที่นอนในเวลาไม่นานนักก็เดินไปดับไฟแทนเจ้าของห้องที่เรียวแน่ใจว่ายังไม่หลับหรอก แต่แกล้งนอนไปอย่างนั้นแหละ เสียงหัวเราะเบาๆในคอดังมาตามลมในห้องที่เงียบสนิทเมื่อเห็นว่าฮิโรกิขยับตัวยุกยิก

เจ้าของห้องในชุดนอนสีชมพูลายทางลืมตาโพลงเกี่ยวผ้าห่มตัวเองไว้แน่น ก็แหงล่ะ ใครจะไปหลับได้ล่ะ
ก็เล่นมาเรียกกันแบบนั้น เล่นมาทำหน้าทำตาแบบนั้น
นายแกล้งฉันอีกแล้ว นิชิกิโด้  เรียว!!

==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==+==




 

March 2008
S M T W T F S
« Feb   Apr »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

Hello Everyone

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ IZ Club ค่ะ

ที่นี่คือไดอารี่ของอันปังนะคะ
อาจจะมีลงเพลงบ้าง นอกเรื่องบ้าง
แล้วแต่ความครึ้มน่ะค่ะ ^^

ยังไงซะถ้าหาอะไรชอบอะไร
อยากได้จากที่นี่ก็อนุญาตนะคะ
แต่ลงเครดิตให้หน่อยก็ดีค่ะ

สำหรับใครที่อยากโหลดเพลง
หาดูดีๆ มีที่ให้โหลดนะ (ยิ้ม)

a

Blog Stats

  • 22,655 hits

Human Calendar