11
Mar
08

-+ Mind Delusion 02 +-

-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+--+ Delusion 2 +- เพราะเรามีแค่เรา

รถมอเตอร์ไซต์คันเล็กที่พาชายหนุ่มสองคนนั่งมาค่อยๆชะลอตัวลงเมื่อมาถึงที่หมาย ฮิโรกิจอดรถนิ่มๆ ก่อนจะถอดหมวกกันน็อคแล้วหันมายิ้มให้คาซึยะที่กระโดดลงจากรถอย่างกระตือรือร้น

“ขอบใจมากนะอุจจี้” ร้องบอกอย่างร่าเริงเอียงคอยิ้มให้อย่างน่ารักไม่รู้ตัว ฮิโรกิยิ้มตอบเลิกคิ้วมองไปรอบๆตัวเห็นพนักงานโรงพิมพ์ที่เดินไปเดินมาหยุดมองกันเป็นแถวด้วยสีหน้าอึ้งๆแล้วก็ส่งสัญญาณบางอย่างทางสายตาออกมา

“อื้ม ไม่เป็นไร รีบเข้าไปทำงานเถอะ” ยิ้มบอกอย่างคนใจดี แต่ไม่รู้ว่าคาซึยะคิดไปเองรึเปล่าว่าท้ายประโยคฮิโรกิดูจะกดๆหางเสียงพิกล

“แล้วนายล่ะ ยังมีงานต่ออีกเหรอ” ยังคงยิ้มถามไม่ได้สนใจว่าคนรอบๆเริ่มจะหดหัวกลับเข้าไปในโรงพิมพ์กันทีละคนสองคน ฮิโรกิไม่ตอบคำถามนั้น เอาแต่ยิ้มเหมือนจะบอกอะไรเป็นนัยๆ แต่ถ้าคาซึยะจะเข้าใจง่ายๆ ป่านนี้ก็คงจะไม่มายืนยิ้มแป้นแล้นให้ตัวเขาอยู่อย่างนี้ นี่ถ้าคาซึยะรู้อะไรดีๆจะทำหน้ายังไงกันนะ

“ยิ้มอะไรของนายกันน่ะอุจจี้” คาซึยะเอ่ยแทรกขึ้นมาเมื่อเห็นว่าฮิโรกิชักจะทำหน้าแปลกๆ ร่างโปร่งบางเลิกคิ้วพลางยักไหล่

“ไม่มีอะไร ไปทำงานเถอะน่า” ยังคงยืนยันที่จะให้ไปทำงานเหมือนเดิมพลางเหลือบตามองนาฬิกาของตัวเองให้คาซึยะมองตาม จะสี่โมงครึ่งแล้วนะ

“อืม งั้นฉันไปล่ะ” รับคำง่ายๆเพราะเห็นด้วย คาซึยะโบกมือลาตั้งท่าจะไปแล้วก็ต้องหันกลับมาอีก “แล้วเราจะได้เจอกันอีกรึเปล่า”

“ไม่น่าถามนะ อาชีพฉันกับนายน่ะ ยังไงก็ได้เจอกันแน่” ฮิโรกิยักไหล่บอกให้รู้ว่าเป็นเรื่องง่ายๆให้คาเมะพยักหน้ารับขำๆ นั่นสิ ยังไงพรุ่งนี้ก็ต้องเจอกันที่ร้านโคสุเอะซังอยู่ดี

“งั้นก็ ไว้เจอกันนะอุจจี้”

“อืมแล้วเจอกัน ขยันเข้าล่ะ” ฮิโรกิโบกมือส่ง ดวงตาคู่สวยมองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินห่างไปแล้วก็อมยิ้ม ไม่ได้สังเกตยามหน้าโรงงานเดินเข้ามาจดๆจ้องๆ หรือจะเรียกว่าไม่สนใจมากกว่า ก็ในเมื่ออีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะพูดอะไรฮิโรกิจะใส่ใจทำไม แต่พอเขาขยับจะไปจับมอเตอร์ไซต์เท่านั้น คุณยามก็เอ่ยปากออกมาทันที

“เอ่อ…”

“มีอะไร” ขัดขึ้นมาสั้นๆแต่พาเอาคนโดนถามสะดุ้ง เอ่อๆอ่าๆอยู่ได้ คุณยามรีบถอดหมวกออกจากหัวก้มให้ปลกๆ
 
“เอ่อ…คะ..คุณหนู…จะให้เอารถไปคืนให้มั๊ยครับ หรือคุณหนูจะออกไปอีก” เอ่ยถามไม่ค่อยจะมั่นใจ เพราะแค่ทุกคนเผลอหยุดสายตามองคุณหนูอุจิผู้เป็นลูกชายคนเดียวของเจ้าของโรงพิมพ์คุยกับเด็กใหม่หน้าตาน่ารักคนนั้นเท่านั้นก็โดนประกาศิตทางวาจาให้ไสหัวกลับไปทำงานกันทันทีอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ยิ่งสายตาที่เพ่งว่าห้ามยุ่งนั้นยิ่งทำให้องครักษ์พิทักษ์โรงพิมพ์ยิ่งไม่มั่นใจเข้าไปใหญ่ว่าวันนี้นอกจากคุณหนูจะอยากเล่นเป็นคนส่งหนังสือแล้วจะยังอยากเล่นเป็นอะไรอีก ไม่รู้ว่าป่านนี้แมสเซนเจอร์บอยของยัวร์บุ๊คจะไปเหงื่อแตกรอมอเตอร์ไซต์อยู่ที่ไหน

“ท่านประธานอยู่ที่ไหนล่ะ ที่นี่หรือยัวร์บุ๊ค” ถามสบายๆถึงพ่อของตนเองแล้วก็ได้รับคำตอบว่าท่านพ่อสุดที่รักยังประชุมอยู่ที่ยัวร์บุ๊ค ดวงตาคู่สวยหรี่ลงใช้แววครุ่นคิด
“งั้นก็ให้ใครเอาไปคืนให้ทีแล้วกัน ที่บริษัทนะ” ฮิโรกิบอกพลางยื่นกุญแจรถให้ ร่างโปร่งบางตั้งท่าจะหมุนตัวเดินเข้าไปในโรงพิมพ์อย่างเคยชินแต่ก็นึกอะไรขึ้นได้เสียก่อน ยังเข้าทางนี้ไม่ได้นี่นะ เจ้านั่นคงยังรายงานตัวไม่เสร็จแหง

“ถ้าท่านประธานมาก็บอกว่าฉันอยู่ที่ออฟฟิศเล็กแล้วกัน” เบี่ยงตัวหันกลับมาสั่งยามที่กำลังจะสตาร์ทรถออกไป ก่อนที่จะเปลี่ยนเส้นทางเดินอ้อมไปทางด้านข้างโรงพิมพ์แทน ขณะที่กำลังเดินผ่านก็ได้ยินเสียงแนะนำตัวอย่างตั้งอกตั้งใจของคาซึยะดังทะลุกำแพงเสียงลั่น

“คาเมนาชิ คาซึยะครับ!!! ผมจะตั้งใจอย่างเต็มที่ กรุณาสั่งสอนด้วยครับ!!!”

ยังกับรายงานตัวเข้าแก๊งค์เลยนะ ฮิโรกิฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะ แอบชะโงกหน้าเข้าไปมองผ่านกระจกบานเล็กก็เห็นคาซึยะกำลังตั้งอกตั้งใจเรียนรู้งานอยู่อย่างมุ่งมั่น

“โอ้โห…หนังสือพิมพ์ดังๆตั้งหลายฉบับมาพิมพ์ที่โรงพิมพ์เราเยอะเลยนะครับ” คนที่ฮิโรกิกำลังแอบมองเหลียวไปมองกองหนังสือพิมพ์หลากหลายหัวสีที่อยู่รอบตัวพร้อมกับทำตาโต สีหน้าไม่ต่างอะไรไปจากเด็กๆได้เห็นของเล่นกองมหึมา

“เป็นโรงพิมพ์ของเราไปแล้วนะเจ้าเด็กใหม่” เพราะบุคลิกที่ร่าเริงเกินเหตุจึงทำให้พนักงานที่ร่วมงานด้วยรู้สึกคุ้นเคยกับคาซึยะเร็วกว่าปกติ พนักงานรุ่นพี่คนหนึ่งแซวขำๆอย่างเป็นกันเอง ทำให้คนอื่นที่ทำงานอยู่แผนกเดียวกันบางคนหัวเราะขึ้นมาทันที อธิบายไปทำงานไปอย่างคล่องแคล่ว
 
“บริษัทนี้น่ะเค้าขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานที่เชื่อถือได้อยู่แล้ว อีกทั้งยังรับผิดชอบขนส่งให้ถึงร้านค้าย่อยอย่างเต็มที่ขนาดนี้ใครบ้างล่ะจะไม่ค้าขายด้วย oujโรงพิมพ์เราแค่หนังสือพิมพ์บันเทิงนะ โรงพิมพ์อื่นในเครือบริษัทอย่างพวกยัวร์บุ๊ค ซันปริ๊นก็พิมพ์อย่างอื่นต่างๆกันไป”

“ยัวร์บุ๊คก็เป็นเครือเดียวกันเหรอครับ!” คาซึยะอุทานอย่างตื่นเต้น เครื่องจักรกว่าสิบเครื่องที่ส่งกระดาษแผ่นใหญ่ๆออกมานั่นก็เป็นหลักฐานอย่างดีว่าที่นี่ไม่ใช่ธรรมดาเลยแล้วยังจะมีโรงพิมพ์ลูกข่ายอีกเยอะแยะ คนที่จะทำได้ถึงขนาดนี้นี่ถ้าจะไปถามว่าเริ่มต้นจากอะไร เรื่องราวที่ตอบได้จะมากมายแค่ไหนกันนะ

“เอ้าๆๆ มัวแต่ตื่นเต้น ไม่รีบไปยกไอ้ที่เสร็จแล้วไปให้โกดัง เดี๋ยวทางนั้นมันก็แหกพระเดชพระคุณเข้าให้หรอก แล้วอย่าไปส่งผิดฉบับล่ะ” หัวหน้าแผนกเอ็ดขึ้นมาเล็กๆเมื่อเห็นว่าเด็กใหม่ยังเอาแต่ชื่นชมไม่เลิก คาซึยะหัวเราะแหะๆพลางถลาเข้าไปทำงานอย่างขันแข็ง ยกหนังสือพิมพ์แบกตามรุ่นพี่ไปทางโกดัง ซึ่งพอพ้นหัวหน้ามาได้ก็ไม่วายจะจับกลุ่มคุยกันอีกแล้ว

“เหอ หัวข้อข่าววันนี้เหมือนกันทุกฉบับอีกแล้วว่ะ” รุ่นพี่คนหนึ่งชวนคุยขึ้นมาก่อน ซึ่งคาซึยะก็ก้มลงมองอ่านของตัวเองบ้างอย่างสงสัย อันไหนเหรอที่เหมือนกัน

“ไอ้พาดหัวตัวใหญ่นี่รึเปล่าครับ อาคานิชิ จินนักร้องหนุ่มแบดบอยขึ้นชื่อชิงตัวซุปเปอร์ไอด้อลยามาชิตะ โทโมฮิสะกลางกองถ่าย ทิ้งงานและผู้จัดการไว้แก้ข่าวเบื้องหลัง…หือ พวกดาราดังแล้วยิ่งใหญ่ทิ้งงานทิ้งการกันง่ายจังเลยนะฮะ” อ่านแล้วก็เบ้หน้าบ่นออกมาอย่างไม่ชอบใจกับพฤติกรรมที่นักข่าวบรรยายมาเป็นข่าวกรอบเบ่อเร่อ รุ่นพี่อีกคนที่หอบของตัวเองเดินตามฟังรุ่นน้องอ่านแถมวิจารณ์แล้วก็หัวเราะ
 
“เออ นั่นล่ะ ถ้าเป็นเรื่องของสองคนนี้เมื่อไหร่นะเป็นต้องแย่งกันพาดหัวทุกทีเลยสิน่ะ แต่ข่าวของอันนั้นยังน้อยนะ ฉบับที่ฉันถือเนี่ยรายงานด้วยว่ายามาพีทำแม่นางเอกกรี๊ดกองถ่ายแตกเดือดร้อนกันผู้กำกับยันเด็กยกน้ำเลยจะบอกให้ เห็นในรูปหน้าตาน่ารักอย่างนี้น่ะ ร้ายอย่าบอกใครเชียว” รู้ชัดรู้จริงได้สมกับที่ขนข่าวทุกสำนักไปประเคนฝ่ายโกดังมาแล้วหลายรอบ คาซึยะฟังแล้วก็ได้แต่อ้าปากทำหน้าอินข่าว ในฐานะคนร้านหนังสือก็พอจะรู้นั่นรู้นี่เกี่ยวกับสองดาราที่กำลังพูดถึงมาบ้างล่ะนะเพราะเป็นข่าวบ่อยๆ แต่ไอ้รู้ถึงขั้นไส้ในหนังสือเนี่ยคาซึยะไม่สามารถหรอก เพราะไม่เคยแกะอ่านแล้วก็ไม่ค่อยจะชอบอ่านข่าวดาราเท่าไหร่ด้วย

“ยามาพีน่ะเหรอฮะ บุคลิกเค้าออกจะขรึมๆไม่ใช่หรือไง” ออกความเห็นออกมาเท่าที่ตาเห็น พาให้รุ่นพี่อีกคนต้องเอาฉบับที่ตัวเองถืออยู่มาเมาท์บ้างด้วยความคันปาก

“คนนี้เค้าเรียกร้ายลึก แต่ถึงจะร้ายอย่างนี้คนส่วนใหญ่ก็เชียร์นะ เพราะร้ายโดนใจ ยิ่งไปร้ายใส่แม่พวกหน้าใสสมองนกหวีดแล้วด้วยเนี่ย ชาวบ้านมีแต่จะเฮ”

“แต่ไอ้ฝั่งอาคานิชิก็ใช่ย่อยนะ ฝ่ายหญิงโจมตีซะเต็มที่เลยว่าเป็นผู้ชายที่ทุเรศมาก ชวนไปนอนด้วยระหว่างถ่ายทำเลยนะเว้ย”

“เฮ่ย แต่ไอจังก็มีข่าวไม่ดีอยู่แล้วนี่หว่า คราวก่อนก็มีลงไม่ใช่เหรอว่าออกมาจากโรงแรมกับผู้กำกับละครน่ะ” แล้วเลยกลายเป็นว่าทุกคนเลยเฮโลทำตัวเป็นซีเอ็นเอ็นกันไปหมด แล้วแต่ละข่าวที่เสนอกันมาก็มีแต่จะทำให้รูปดาราทั้งสองที่คาซึยะอุ้มมาในแขนตัวเองกลายร่างเป็นคุณหนูเกเรกับผู้ชายแสนเลวไปซะทุกทีๆ ยังไม่นับรวมไปถึงดาราสาวๆที่โดนลากมาล้วงหมดไส้นั่นด้วยคาซึยะก็มองเป็นยัยแม่มดกันไปหมดแล้ว แต่นักร้องที่ชื่ออาคานิชิ จินเนี่ยยิ่งมองหน้าตามันยิ่งกวนยวนบาทาอย่างข่าวว่าจริงๆซะด้วยแฮะ

“นี่ถ้าผมไปอยู่ฝ่ายพิมพ์ข่าวการเมือง ผมว่าเลือกตั้งครั้งหน้าผมคงรู้มากจนเลือกใครไม่ลงแน่ๆ” แล้วเด็กหนุ่มก็บ่นออกมาในที่สุดเมื่อเห็นว่าพวกพี่ๆชักจะเม้าท์เลยเถิดลามไปดาราคนอื่นๆแล้ว รุ่นพี่ทุกคนหันมาหัวเราะครื้นเครง บางคนเอาไหล่กระแทกคาซึยะไปทีโทษฐานที่แซว
 
“เดินขนไปขนมาเฉยๆ มันก็เสียเวลาเปล่า พวกฉันอุตส่าห์อัพเดทให้นายรู้ว่าตอนนี้ข่าวมันไปถึงไหนกันแล้ว เวลาไปแนะนำลูกค้าที่ร้านจะได้ไม่เอ๋อไง ถึงจะดูเป็นข่าวไร้สาระเชื่อถือไม่ได้ แต่มันก็ขายได้นะโว้ย”

“เฮ้ย ไอ้ที่เชื่อได้มันก็มีนา เออ…จะว่าไปวันนี้ก็ยังไม่มาเลย” คนหนึ่งท้วงขึ้นมา คาซึยะฟังแล้วก็หน้าเหวอ ไอ้ที่ยัดๆข่าวมาเป็นสิบฉบับนี่ยังไม่ครบอีกเหรอเนี่ย

“ยังมีเล่มไหนที่พี่ๆเล่าตกไปอีกเหรอครับ”

“ไม่ได้เล่าตก แต่งานมันยังมาไม่ถึงโรงพิมพ์ต่างหาก ไอ้ฉบับเนี๊ยะสุดยอดที่สุดในบรรดาหนังสือดาราทั้งหมดเลยนะเฟ้ย ช้ากว่าที่อื่นประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่วงในบอกมาว่าของที่นี่น่ะเป็นข่าวที่จริงสุดๆ แล้วก็เล่นแรงสุดๆไปเลย แต่นายไม่น่าจะรู้จักอ่ะนะ มันขายเร็วชนิดที่ไม่มีส่งรอบนอกเลย แค่รอบในเมืองก็แย่งกันซื้อจะแย่แล้ว” มีหนังสือพิมพ์อย่างนั้นอยู่ในญี่ปุ่นด้วยเหรอ คาซึยะไม่เคยจะรู้ พอเห็นรุ่นน้องปั้นหน้างงพวกรุ่นพี่ก็พากันหัวเราะขึ้นมาอีก

“เอ้า! จะบอกให้เป็นความรู้ เดี๋ยวพองานมันเข้ามารู้เอาไว้เลยนะว่าจะทำพลาดไม่ได้ บก.ของที่นั่นน่ะดุยิ่งกว่าคนบ้าอาละวาด พนันกันได้เลย ตอนนี้นักข่าวที่นั่นน่ะ ปั่นข่าวกันตาแหกอยู่แน่ๆ ไอ้หนังสือพิมพ์โอซ่าเนี่ย”

“โอซ่าเหรอครับ” คาซึยะเอียงคอทวนชื่อแล้วก็ทำหน้าสงสัย หนังสือพิมพ์อะไรชื่อประหลาดชะมัดเลย
-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-

“เว้ย!!!! นี่มันห้าโมง สิบเจ็ดนาที สี่สิบสี่วินาทีแล้วนะโว้ย!!!! จะไม่มีไอ้หน้าไหนเสนอหน้าเขี่ยงานเข้ามาส่งกันเลยรึไง!!!” เสียงตะโกนโหวกเหวกออกมาจากห้องกระจกหนาอย่างอารมณ์เสียพาให้กว่าสิบชีวิตที่นั่งจิ้มยิกๆอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ของตัวเองเหลือบตาขึ้นมามองอย่างตกใจ ภายในห้องสำนักงานใต้ป้ายชื่อ ‘โอซ่า’ที่อัดแน่นไปด้วยความเร่งรีบเช่นนี้ยิ่งขับให้บรรยากาศดุเดือดเลือดพล่าน สองมือที่เร่งความเร็วให้มากขึ้นกว่าเดิมและปากที่กำลังจะอ้าตอบทำยังไงก็ดูท่าจะไม่ทันใจจนคนที่เป็นเจ้าของห้องกระจกนั่น ชายหนุ่มเสียงโหดเปิดประตูผางออกมาโวยก๊อกสองทันที ป้ายชื่อที่แขวนคออยู่สั่นไหวๆ โอโนะ ซาโตชิ ตำแหน่งบรรณาธิการ
 
“เฮ้ย!!! พาดข่าวหน้าหนึ่งเสร็จยัง!!!” ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใดๆหันไปเล่นงานคนใกล้มือก่อนเป็นอันดับแรก คนที่มีหน้าที่จัดข่าวหน้าหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองบก.ตัวเองแหยงๆ จะให้ตอบไงวะว่าหน้าอื่นมันยังไม่เสร็จแล้วหน้าหนึ่งมันจะไปกระแดะเสร็จได้ยังไง

“ผมรอข่าวเนื้อในอยู่ครับหัวหน้า ไม่งั้นผมจัดหน้าหนึ่งไม่ได้ T_T” อุบอิบตอบไปพลางทำหน้าน่าเห็นใจไปพลาง เรียกรอยยิ้มของหัวหน้าได้อย่างน่าหวาดกลัว

“งั้นฉันเสนอพาดหัวให้ นักข่าวโอซ่าดับอนาถ ฮาราคีรีตัวเองตายรับความผิดยกสำนัก ส่วนเนื้อในเดี๋ยวฉันเขียนให้เดี๋ยวนี้เลยเป็นไง” ย้อนถามเสียงเหี้ยมแถมโปรโมชั่นใจดีเข้าให้อีกดอกพาเอากระจอกข่าวคนอื่นก้มหน้าสลดไปตามๆกัน เมื่อวานก็ขู่ว่าจะวางระเบิด วันนี้ให้ฮาราคีรีอีกแล้ว ทำข่าวก็หนักกว่าชาวบ้านเค้าทำไมตูถึงยังโดนขู่ฆ่าอยู่วะ

“นับถึงสาม ในมือฉันต้องได้ข่าวแรก” เจ้าคนนายคนยื่นข้อเสนอให้ด้วยความปราณี เท้าเอวรอให้ลูกน้องใจหาย เกิดจะใจดีขึ้นมาแบบนี้นี่มัน…

“เอ้า! สาม!” แล้วหนึ่งกับสองมันหายไปหน๊ายยย!!!! แทบจะโวยวายขึ้นมาพร้อมกันแต่พอเห็นรอยยิ้มแสยะของหัวหน้าแล้วกลับกลายเป็นช่วยกันภาวนาให้มีคนบ้าลุกขึ้นส่งงานหัวหน้าทีเถอะวะ แล้วในวินาทีคับขัน อยู่ๆก็บังเกิดเสียงหัวเราะที่ไม่มีใครกล้าทำขึ้นมาขัดซะอย่างนั้น

“ฮ่าๆๆๆ โอจังนับเลขตกแล้วละมั๊ง?” เสียงหัวเราะที่ตามเสียงเปิดประตูสำนักงานเข้ามาจุดประกายพาความหวังเข้ามาหาคนในห้องทันที ย้อนถามได้ตรงใจเยี่ยงนี้มีอยู่คนเดียวเนี่ย ด้วยความลืมตัว ทุกคนก็ประกาศเรียกฮีโร่ของตัวเองขึ้นมาโดยพร้อมเพรียง

“พี่เรียว!!!! T_T” เหมือนเด็กหลงทางได้เห็นนางงาม โคตรเก่งประจำโอซ่ามาแล้ว!!

“ฉันไม่ได้บอกว่าจะเริ่มนับที่หนึ่ง แกมาก็ดีไอ้เรียว เอามา” โอจังที่เรียวเรียกตอบหน้าตายมองชายหนุ่มที่เดินเข้ามาเป็นเหยื่อถึงที่ยื่นมือใส่พร้อมกับกระแทกก้นลงนั่งที่โต๊ะของกระจอกข่าวหน้าหนึ่ง ยกขาขึ้นมาไขว้กันจนแทบจะกระแทกหน้าเจ้าของโต๊ะที่รีบประคองคอมไม่ให้สะเทือนเข้าให้ เอาเถอะครับหัวหน้า อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ยื่นมีดมาให้ฮาราคีรีน่ะผมยอมทั้งนั้น
 
“ผมไม่ได้บอกว่าเข้ามาแล้วจะส่งงานนี่ครับ โอจังจะเอาอะไร?” ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์เก่าๆขาดๆเอียงคอถามทำไม่รู้เรื่องให้โอจังเหลือบตาขึ้นมองลูกน้องที่ไม่ค่อยเหมือนนักข่าวของตัวเองเท่าไหร่อย่างเคืองๆ ไอ้นี่ ถ้าไม่บอกว่าเป็นนักข่าวนี่จะคิดว่าเป็นเด็กส่งข้าวร้านตามสั่งแล้วนะ เห็นว่ารอข่าวมันหน่อยกระแดะเล่นตัวขึ้นมาเชียว

“งั้นฉันลงไปแยกชิ้นส่วนแฟนทอมคันโปรดของแกก็ได้ไอ้เรียว แค่เหลือผ่อนอีกสิบแปดงวดเองนี่” ตั้งท่าจะลุกออกไปจริงๆจนคนที่ร่วมฟังเหตุการณ์อยู่พากันแหยง หัวหน้า!! นั่นมันลูกสาวพี่เรียวเลยนะ!!!

“งั้นผมทุ่มกล้องหัวหน้าทิ้งเลยดีมั๊ยครับ ไม่ได้มีค่าอะไรมากไปกว่ารูปของอาคานิชิกับยามาชิตะที่ลานแข่งรถ extreme หรอก” ไม่ได้เดือดร้อนแค่หัวเราะหึในคอเท่านั้น นั่นก็เมียหัวหน้าเชียวนะครับพี่เรียว!!!เล่นของสูงเกินไปแล้ว แต่เอ๊ะ!

“รูปอาคายามะ! ที่ลาน extreme งั้นเหรอ?” โอจังหยุดเท้าที่จะก้าวไปทันที หันกลับมาคว้ากล้องออกจากคอเรียวกดๆดูรูปภาพแล้วรอยยิ้มมารๆก็โผล่ขึ้นมาบนหน้าจนได้ รูปประเด็นร้อนที่ใครๆก็ไม่มีรูปนี้ถ้าเอาไปลงในหน้าหนึ่งได้สีจะสวยแค่ไหนนะ

“ให้มันได้อย่างนี้สิไอ้เรียว ฉันจะให้ทุนแกไปแต่งตัวลูกสาวเดี๋ยวนี้เลย ถ้าแกเขียนข่าวเสร็จในสองนาที” ยื่นข้อเสนอกันชนิดน้ำลายหกกันยกห้อง นี่ล่ะเหตุผลที่ใครๆก็อยากจะแห่กันเข้ามาทำงานที่โอซ่า ถึงหัวหน้าจะโฉดโหดทมิฬแค่ไหน แต่เวลาประเคนข่าวให้ได้หัวหน้าก็แทบจะกลายร่างเป็นเอทีเอ็มให้กดได้ทันที!!

“งั้นคงต้องให้กันหมดตัวเลยล่ะมั๊งโอจัง เพราะผมใช้สิทธิ์ตัวเองไปแค่สองวิเองนี่” เรียวยักไหล่กวนๆให้พร้อมกับยื่นซองที่ใส่ไฟล์งานเรียบร้อยให้โอจังกันซึ่งๆหน้า ทุกคนมองแล้วอยากจะเป็นประสาท พี่เรียวเพิ่งจะออกไปตามข่าวอาคายามะเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนเองไม่ใช่เรอะ!

โอจังมองซองข่าวในมือตัวเองเซ็งๆ กะจะหาเรื่องแกล้งแต่ลูกน้องอย่างเรียวไม่เคยมีช่องให้แกล้งได้ถึงใจเลยซักที บก.หนุ่มหน้าแป้นเบ้ปากหน่ายๆ ยื่นข้อตกลงใหม่

“งั้นถ้าอีกห้าสิบแปดวินาทีที่เหลือแกเอาข่าวฉบับรวมเล่มมาประเคนให้ฉันได้ คืนนี้ไปปรับกันที่คาราโอเกะยกทีมเลย” ในเมื่อเล่นงานไอ้เรียวไม่ได้ ก็ให้ไอ้ที่เหลือมันโดนไอ้เรียวเล่นงานเนี่ยล่ะถึงจะสบายใจ ลูกทีมฟังประกาศิตหัวหน้าโอ(จัง)ซ่าแล้วก็ได้แต่อ้าปากเหวอ ยิ่งเห็นเรียวแสยะยิ้มแล้วก็ยิ่งสะเทือนใจ
 
“ทุกคนไม่ต้องเร่งมาก แค่ฉันหักภาษี ณ ที่จ่ายตามจริงเป็นวินาทีเท่านั้น” ชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักข่าวมือหนึ่งของโอซ่ากอดอกยิ้มในหน้าด้วยทีท่าสบายๆ แต่ไม่มีใครคิดจะสบายๆไปด้วยซักคน ทีมข่าวผู้โชคร้ายได้แต่กลับไปก้มหน้าปั่นงานทำแต้มกันชนิดลมปราณแตกซ่าน ปล่อยให้สองจอมมารแห่งสำนักได้แต่ยืนจ้องตาท้าทายกันไป เป็นฮีโร่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนดีนี่ หึๆๆ

“งั้นโอจัง เดี๋ยวผมพาลูกสาวไปอาบน้ำก่อน สองทุ่มเจอกันที่ร้านเดิมแล้วกันนะ” เมื่อเห็นว่าทำหน้าที่ของตัวเองจบเรื่องแล้วเรียวก็เอ่ยลาขึ้นมาดื้อๆ มั่นใจว่าจะได้ปรับเจ้านายชัวร์พร้อมกับการก้าวเท้าออกจากสำนักงานทันที แต่ก็ช้ากว่าขาของโอจังที่เหยียดมาขวางเอาไว้เต็มหน้า แค่เห็นสีหน้าแป้นๆของเจ้านายตัวเองที่มองมาประหนึ่งจะประท้วงว่าไม่มีทางได้ปรับฉันหรอก เรียวก็หาวใส่

“จะเปลี่ยนร้านก็ได้ ถ้าที่เดิมมันไปบ่อยจนโอจังไม่มีเพลงจะร้องแล้วล่ะก็ แต่โทรบอกผมด้วยละกัน แล้วเจอกันครับ” ทำเนียนไม่สนใจสายตาใดๆของหัวหน้าทั้งนั้น โค้งให้ก่อนจะเดินอ้อมไปเป็นการตัดบทกันง่ายๆ ทิ้งให้โอจังได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันไปกับที่แล้วก็ยิ่งเคืองหนักที่ไอ้หน้าหนึ่งกับพวกพากันมายื่นแฟ้มงานที่เรียบร้อยแล้วมาให้อีก อะไรวะ ทีทั้งทวงทั้งขู่ไม่ส่ง แค่ไอ้เรียวมันจะเก็บภาษีตามจริงเป็นวินาทีทำเป็นแย่งกันยิกๆ

“เสร็จแล้วก็เอาไปเข้าโรงพิมพ์สิโว้ย จะขายมั๊ยวะ!! วันนี้เนี่ย” อมลมพองแก้มใส่งอนๆพอน่ารักกระฟัดกระเฟียด โอจังเชิดหน้าขี้เกียจจะเช็คงาน จะไปเช็คมันทำไม เวลานี้น่ะมันต้องไปเช็คยอดเงินในธนาคารต่างหาก!! ไอ้เรียวนะไอ้เรียว!!
-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-

ริมถนนสองฝั่งข้างทางที่ลาดยาวดูไม่ต่างอะไรไปจากการขับรถเร็วในอุโมงค์มืดๆ เมื่อเครื่องยนต์ถูกเร่งให้เพิ่มความเร็วมากขึ้นอีกครั้งอย่างไม่กลัวว่าแรงเร่งเครื่องจะพาให้เลยจุดหมาย แม้จะรู้ว่าเป็นอันตรายแต่ร่างบางที่ซ้อนท้ายอยู่บนแฟนทอมคันสวยกลับไม่สนใจในความเร็วนั้นซักนิด ยังคงเงยหน้าหงายหลังลู่ไปตามลมอย่างที่ชอบทำเสมอๆอย่างสบายใจ แถมยังชูหนังสือพิมพ์ขึ้นอ่านเสียงใส
 
“นักร้องดังล่มการถ่ายทำพีวี โผล่สนามผีประลองรถพร้อมพริ๊ตตี้ไฮโซ” โทโมฮิสะทำเป็นอ่านออกเสียงเลียนแบบนักข่าวตามสถานี หัวเราะคิกคักเมื่อตัวข่าวให้ไปอ่านต่อที่หน้าสอง จินที่เห็นร่างบางจะเปิดอ่านต่อตะโกนห้ามทันที

“ไม่ต้องอ่านต่อแล้วยามะพี เดี๋ยวก็ได้ลงไปนอนอ่านกลางถนนจนได้หรอก”

“อะไรล่ะจิน ‘โอซ่า’ เค้าอุตส่าห์หาเรื่องจริงมาลงได้ทั้งที” โทโมฮิสะย้อนให้ทำแก้มพอง มองรูปที่ลงหรากลางหน้าหนึ่งเป็นตัวเอง จินและแฟนทอมคันสวยทะยานแหวกอากาศแล้วนึกชอบใจ ถ่ายได้สวยเหมือนกันนะนี่

“ไม่ใช่เรื่องที่จะมาชื่นชมเลย ทำไมฉันไปไหนไม่เคยจะสลัดไอ้หมอนี่หลุดลักทีนะ ผ่าสิ” จินบ่นอย่างหัวเสียที่วันนี้พลาดท่าให้กับนักข่าวของโอซ่าอีกแล้วแถมไอ้นักข่าวนี่มันยังกวนประสาทลงชื่อจริงตัวเองว่านิชิกิโด้ เรียวมายั่วยิ่งกว่าการท้าต่อย เมื่อเดือนก่อนก็เพิ่งโดนลงข่าวเขาออกมาจากคอนโดผู้หญิงเพราะเจ้าหล่อนดันนัดให้รถไฟชนกันโครมเบ่อเร่อ แล้วแบดบอยอย่างจินพอไปเจอจะทำอะไรได้ในนอกจากอัดคู่กรณีไม่ยั้งเท่านั้น ไอ้นักข่าวนิชิกิโด้ที่อยู่คอนโดเดียวกันก็รัวชัตเตอร์ยับไม่ยั้งเหมือนกัน คิดแล้วก็ยังโมโหไม่หาย โทโมฮิสะหัวเราะเบาๆ อดต่อปากไม่ได้

“อย่างน้อยเราก็ได้มีข่าวที่เป็นเรื่องจริงบ้าง ไม่ใช่เอะอะก็คุ้ยประวัติเก่ามาลงอย่างที่ไอ้พวกไร้หัวคิดชอบทำ”

“ใช่! เรื่องจริงจนแก้ข่าวไม่ได้เลยไง” จริงจนอุเอดะไม่มีปัญญาปิดข่าวให้เพราะภาพหลักฐานชิ้นใหญ่จนดิ้นไม่หลุดของโอซ่าทุกที แล้วนี่ถ้ามารู้ว่าโดนลงเต็มๆแบบนี้อีกเนี่ย อุเอดะจะโวยวายข้อหาที่บังอาจหาเรื่องมาประลองปัญญาผู้จัดการอีกแล้วไปอีกซักแค่ไหน

“มันจะแย่จนนายเครียดได้ด้วยเหรอจิน” คุณหนูแห่งยามาชิตะเอ่ยถามเมื่อเจ้าของบ่ากว้างทำเสียงเครียดขึ้น คางบางยื่นไปเกยไหล่จินเริ่มกังวลบ้างเมื่อเห็นสีหน้าจินผ่านกระจก ใบหน้าคมส่ายเบาๆ ขี้เกียจจะคิดอะไรแทนอุเอดะมาก ที่หงุดหงิดก็เพราะไอ้นักข่าวกวนเท้านั่นต่างหาก
 
“เรื่องที่นายประเคนมาให้วันนี้ยังจะเครียดซะกว่าเลย วันนี้น่ะ คิดบ้างรึเปล่าว่าถ้าฉันแพ้ขึ้นมาพริตตี้ท้ายรถอย่างนายจะเป็นยังไง” แค่โอซ่าตีข่าวนี้น่ะจินไม่ได้แคร์ว่ามันจะแย่มากไปกว่าที่เป็นตรงไหนซักเท่าไหร่หรอก ก็แค่ต้องหาที่ไปวิ่งเล่นใหม่เท่านั้น แต่ไอ้ที่คุณหนูตัวร้ายนึกครึ้มไปรับคำท้าเป็นพริ๊ตตี้ตัวประกันในวันนี้นี่สิที่จินเครียดจนอยากจะซิ่งรถไปชนสิบล้อตาย ไอ้ที่แข่งด้วยวันนี้ก็ตัวเอ้ทั้งนั้น ถ้าเขาชนะเดิมพันไม่ได้ก็ไม่อยากจะนึกหรอกนะว่าตอนนี้จะไปนอนร้องไห้อยู่ที่ไหน

“ฉันก็เห็นจินชนะอยู่ได้ทุกครั้งที่ไปนี่ หาอะไรๆตื่นเต้นให้ทำมันจะได้ไม่ซ้ำซากไง” โทโมฮิสะเชิดหน้าร้องบอกเสียงขึ้นจมูกเมื่อโดนดุ จินมองกิริยาน่าหมั่นไส้นั่นผ่านกระจกข้าง มันน่าเหวี่ยงให้ตกรถจริงๆ

“โดยลากตัวเองเข้าไปเดิมพัน คุณชาย…ไม่มีทางที่ฉันจะชนะได้ทุกครั้งไปหรอกคนที่มันเหลี่ยมจัดกว่าฉันก็ยังมี ฉันให้แค่ครั้งนี้นะยามะพี ครั้งหน้าจะปล่อยทิ้งซะให้เข็ดถ้ายังซ่าบ้าบิ่นอย่างนี้น่ะ” แม้จะเหนื่อยใจแต่จินก็ทำแค่คาดโทษที่โทโมฮิสะไม่คิดจะกลัวเอาไว้เหมือนเคย มองท้องฟ้าที่เริ่มจะมืดลงแล้วก็เอ่ยถึงเรื่องกลับบ้านออกมาว่าจะไปส่งที่คอนโดโคคิ มือใหญ่คลายแรงที่บิดแฮนด์ลงเล็กน้อยเมื่อคางเล็กกดลงมาบนไหล่เขาแล้วส่ายเบาๆ

“ไม่กลับ ไหนๆก็ต้องฟังโคคิบ่นแล้วก็เอาให้มันคุ้มหน่อยสิ”

“วันนี้นายเกินคุ้มแล้วยามะพี” จินอดติงขึ้นมาอีกไม่ได้ วันนี้ยอมไปมากแล้วและจะไม่มากไปกว่านี้ โทโมฮิสะอมลมใส่แก้มเมื่อฟังแล้วน้ำเสียงจินดูจะไม่ยอมตามใจ

“อยากจะไล่ฉันกลับนักก็เอา ยังไงซะคนอย่างนายก็ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้นอยู่แล้วนี่ ไม่ไปส่งฉันที่หน้าบ้านเลยล่ะ” ร่างบางยู่จมูกประชดอย่างขัดใจ ปล่อยมือที่เกาะเอวอ้อนเมื่อครู่ออกมากอดอกหน้าตาเฉยจนจินต้องส่ายหัวให้ ลดความเร็วลงเมื่อเข้าเขตเมืองและเพื่อความปลอดภัยของคุณหนูผู้เอาแต่ใจ

“ฉันก็แค่เป็นห่วงว่าไอ้ป้ายยามาชิตะที่คล้องคอนายจะย้อนมาตีนายให้เท่านั้น” จินเบี่ยงหน้ากันมาอธิบายอย่างใจเย็น ด้วยเหตุผลที่ทั้งคู่ก็รู้กันดี การที่คุณหนูคนดีของบ้านออกมาเป็นข่าวเสียหายขนาดนี้ มีเหรอที่ว่าที่บ้านจะยอมปล่อยให้โทโมฮิสะอยู่ข้างนอกได้อย่างสบายใจ มีแต่จะโดนลากกลับเข้าบ้านไปอบรมใหม่เท่านั้น ดีไม่ดีเพื่อนที่มีแต่เรื่องระดับฉาวอย่างจินก็จะโดนป้ายยามาชิตะที่ว่าเล่นงานเข้าให้ด้วยอย่างที่เคยโดน และนั่นมันจะแย่ยิ่งกว่าโอซ่าลงข่าวพวกเขาเป็นไหนๆ

“ดีสิ อย่างน้อยจะได้รู้กันซะบ้างว่าฉันก็มีตัวตนในบ้าน ไม่ได้มีแค่ป้ายชื่อยามาชิตะ โทโมฮิสะ ที่เอาไว้คอยจารึกชื่อเสียงที่ฉันต้องทำลงไปเพื่อเอาไว้ให้ใครต่อใครมาชื่นชม” ร่างบางบ่นออกมาอย่างอารมณ์เสียเมื่อต้องนึกไปถึงความมีตัวตนของตัวเองในบ้าน ก็ไม่ต่างอะไรไปจากหุ่นกระบอกที่จะคอยเชิดให้ไปทางนั้นทางนี้เท่าไหร่นักหรอก ดี…เป็นเรื่องให้มากๆนั่นล่ะดี พ่อกับแม่จะได้รู้ว่าการยัดเขาเข้ามาเป็นดารามันเป็นการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดร้ายแรง!

“จะได้มีคนมานั่งกัดนิ้วตัวเองให้ด้วนกันไปข้างเหมือนเมื่อวันนั้นน่ะสิ อย่าหาเรื่องใส่ตัวดีกว่าน่า” จินเบรกความคิดร้ายๆของโทโมฮิสะไว้ด้วยเหตุการณ์ของวันแรกที่เจอกัน วันที่คุณหนูโทโมฮิสะหนีออกจากบ้านและอ้อมอกของผู้จัดการอย่างโคคิมานั่งกัดเล็บครุ่นคิดอย่างน่ากลัวที่ราวสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ ถ้าวันนั้นจินไม่บังเอิญเซ็งออกมาจากผับที่มีแต่ผู้หญิงตบตีกันเพื่อที่จะแย่งชิงตัวเขาจนมาเจอโทโมฮิสะเข้า ป่านนี้ฉายาซุปเปอร์ไอด้อลก็คงกลายเป็นซุปเปอร์ไอด้วนไปแล้ว

“อยู่กับโคคินั่นล่ะปลอดภัยที่สุด เพราะอย่างน้อยหมอนั่นจะเป็นเกราะให้นายได้มากกว่าฉัน” ถอนใจบอกให้โทโมฮิสะหยุดดื้อและยอมรับในความจริงพร้อมกับหยุดรถหันมามองใบหน้าเนียนสีน้ำผึ้งนั้นด้วยใบหน้าจริงจัง โทโมฮิสะมองลานจอดรถหลังคอนโดของโคคิอย่างคุ้นเคยนึกหน่ายในใจที่จินมักจะพามาส่งถึงที่โดยที่เขาไม่รู้ตัวเสมอ มาถึงนี่แล้วจะให้ดื้อไปไหนได้อีกล่ะ

“ก็ได้ ฉันจะยอมแค่นายนะจิน” ร่างบางขยับตัวจากรถลงมาจ้องตาให้จินได้รู้ว่าเขาหมายความตามนั้นจริงๆ ที่ยอมหยุดดื้อนี่ไม่ใช่เพื่อให้จินปกป้อง แต่เป็นเพราะถ้าจินคิดจะปกป้องเขาจาก ‘ความแตกแยกภายในครอบครัว’ โทโมฮิสะก็พร้อมที่จะปกป้องจินไม่ให้เป็น ‘เป็นผู้ชายที่เลวที่สุด’ ในสายตาของครอบครัวเขามากไปกว่านี้เช่นกัน
 
“แล้วก็…ขอโทษที่บอกว่าคนอย่างนายไม่ได้มีแค่ฉัน ทั้งๆฉันควรจะรู้ดีที่สุดว่าที่จริงแล้วคนอย่างเราน่ะมีแค่เราเท่านั้นต่างหาก” เอ่ยทิ้งไว้แค่นั้นแล้วร่างบางก็หมุนตัวเดินหายเข้าไปในอาคารทันทีเพื่อกันไม่ให้มีปัญหาไปมากกว่านี้หากจะมีนักข่าวที่ไหนมาเห็นอีก จินยิ้มตามพลางส่ายหน้ากับความหมายลึกๆที่แฝงมากับคำพูดคำจาของคุณชายตัวดี เพราะโทโมฮิสะเป็นคนอย่างนี้ ต่อให้ต้องเดือดร้อนจากการโจมตีของยามาชิตะแค่ไหน จินก็ไม่แปลกใจที่ตัวเองยังยอมทน เพื่อแลก…ให้ได้มา

“เพราะเรามีแค่เรา” ร่างสูงเอ่ยพึมพำพร้อมกับออกสตาร์ทรถ ฟังดูเป็นประโยคของคนดีๆจนไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเขาจะยอมแลกมันมาเพื่อเป็นคำมั่นสัญญาเดียวที่เขาเต็มใจจะทำ

…เมื่อไหร่ที่หันหน้ามาหา เราจะเป็นตัวเราโดยไม่มีหน้ากากใดๆมาขวางเอาไว้ทั้งนั้น จะเป็น ‘นาย’ กับ ‘ฉัน’ …แค่เราเท่านั้น ถ้าทำได้ฉันก็ยินดีที่จะรู้จักนาย…

…ตกลง…แค่ ‘นาย’ เท่านั้นที่จะรู้จัก ‘ฉัน’…ยินดีที่ได้รู้จักยามาชิตะ ฉันอาคานิชิ จิน
-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-

ภายในลิฟท์สี่เหลี่ยมเล็กๆเงียบๆ ดูเหมือนว่าตัวเลขที่สว่างไปตามลำดับอย่างช้าๆ จะยังไม่น่ารำคาญเท่าเสียงที่ดังลอดลำโพงโทรศัพท์ออกมา ริมฝีปากอิ่มสวยน่ามองนั้นเม้มแน่นราวกับพยายามที่จะต้องสะกดกลั้นอารมณ์อย่างมากที่จะไม่โต้ตอบอะไรออกไป แค่เปิดเครื่องยังไม่ถึงหนึ่งนาทีก็เอาเลยนะ

“ครับ พ่อมีอะไรอีกรึเปล่า ถ้าไม่มีงั้นผมขอตัวแล้วกัน” โทโมฮิสะรับคำส่งๆก่อนจะปิดโทรศัพท์ลงทันทีอย่างเหนื่อยหน่ายไม่รอให้ผู้เป็นพ่อได้ตกลงอะไรไปมากกว่านั้น สองเท้าพาไปหยุดอยู่ที่ห้องเดิมๆ ห้องที่เป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ที่ร่างบางจะพึ่งพิงได้

“ยามะพี!!!” เป็นเจ้าของห้องที่ทักทายขึ้นก่อนทันทีโดยไม่ต้องรอให้โทโมฮิสะได้กวาดตามองเมื่อใช้คีย์การ์ดสำรองเปิดประตูเข้ามา โคคิที่ได้เห็นหน้าคุณดาราประจำตัวสุดที่รักหลังจากวางโทรศัพท์สายที่ร้อยสิบสี่ลงก็แทบจะไชโยออกมาให้ลั่นห้อง มันมาแล้ว!!!

“เรียกทำไมเสียงดังโคคิ ฉันรู้ตัวอยู่ว่าฉันชื่ออะไร” โทโมฮิสะย่นคิ้วกวนให้ทันทีเช่นกัน แต่วินาทีนี้โคคิไม่สนใจอะไรอีกแล้วนอกจากเดินเข้าไปลากตัวดาราหนุ่มให้เข้ามาที่กลางห้องจับหมุนๆไปมา

“ยังอยู่ครบสามสิบสองดีใช่มั๊ย”
 
“แล้วนายจะให้ฉันขาดอะไรไปล่ะ จินไม่ได้จับฉันไปผ่าตัดขายแยกชิ้นส่วนนี่” โทโมฮิสะตอบหน่ายๆกับผู้จัดการตนเอง แม้จะยิ้มรับอยู่ในใจลึกๆที่โคคิไม่ได้เป็นเหมือนใครบางคนที่เพิ่งวางสายไป แค่คำแรกที่เอ่ยทักกัน เคยมีสักครั้งมั๊ยที่พ่อจะถามถึงความปลอดภัยของเขาอย่างนี้ โคคิที่ได้ฟังคำย้อนแทบจะแจกมะเหงก คนเป็นห่วงยังจะมากวนนี่แปลว่าโดนใครกวนมาก่อนหน้าสิท่า

“ก็ไม่ได้ต่างกันตรงไหนหรอก คิดว่าฉันไม่รู้รึไงว่าไอ้นักร้องบ้าดีเดือดนั่นขับรถเร็วเกินกำหนดกฎหมายห้ามแค่ไหน หมวกกันน๊อคก็ไม่ใส่ให้มันได้อย่างนี้สิคุณชาย แล้วดูทำหน้า…คุยกับที่บ้านแล้วใช่มั๊ย” บ่นยืดยาวระบายอารมณ์ที่โดนปล่อยให้รับสายนักข่าวทั้งวัน ก่อนจะเดาสีหน้าเซ็งๆของดาราหนุ่มตรงหน้าออกไปได้ง่ายๆอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก จะต้องไปคิดอะไร ก็ไอ้สายที่โทรมาจิกๆหาลูกชายตลอดวันมันก็เป็นเก้าสิบในร้อยสิบสี่นั่นล่ะ โทโมฮิสะฟังแล้วก็ทำหน้าเบ้

“โดนเหมือนกันล่ะสิ อะไรบ้างล่ะ” ย้อนถามอย่างรู้ดีว่าโคคิจะต้องโดนหนักกว่าเขาแน่ๆ โคคิส่ายหน้าไม่อยากจะนึก ใครจะไปจำได้ตั้งเก้าสิบสายนะเฟ้ย! โทรมาพูดไม่ได้เหมือนกันซักครั้งหรอก!

“อ่านนี่เอาเองก็แล้วกัน เรื่องโอซ่าก็รู้แล้วใช่มั๊ย” ผู้จัดการหนุ่มโยนเอกสารกองใหญ่มาให้แทนดื้อๆ เป็นเอกสารทั้งหลายทั้งแหล่ที่เขาได้รับมาจากบริษัท โทโมฮิสะพยักหน้ารับแกนๆ ตากลมโตกวาดตามองตารางงานของอาทิตย์หน้าแผ่นบนสุดก่อนทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่ม เซ็งกว่าเดิมที่ทุกช่องของตารางมีตัวหนังสืออัดกันแน่นไปหมด

“ไปหาเครื่องตอกบัตรมาให้ด้วยแล้วกัน จะได้เช็คกันให้ชัวร์ไปเลยว่าฉันจะทำทุกอย่างครบตรงเวลา หึ” โทโมฮิสะเสนอเชิงประชด แม้จะรู้ว่าตารางที่ได้มาไม่ใช่ฝีมือโคคิก็ตามแต่มันอดไม่ได้ ตารางไม่มีการหลบการเรียนเพื่อไปถ่ายละครเหมือนเคย ช่วงเวลาที่ไม่มีเรียนก็ต้องไปเข้าคอร์สเสริมบุคลิกภาพและการเข้าสังคม แถมด้วยการไปร่วมทุกงานไฮโซในฐานะทายาทเครือยามาชิตะกรู๊ปทุกวันเป็นวงจรที่เหมือนกันตลอดทั้งอาทิตย์แบบนี้มันไม่เรียกตารางงานแล้ว มันเรียกตารางดัดสันดานจากบ้านยามาชิตะต่างหาก โคคิได้ฟังแล้วก็อดสงสารไม่ได้ เห็นตารางมหาคุกนั่นแล้วก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคลื่อนไหว

“อย่าอารมณ์เสียไปเลย ฉันกับไอ้อุเอดะอาจจะสร้างอิสระให้นายได้ในอาทิตย์นี้ถ้าเรื่องแก้ข่าวโอซ่าที่เราสองคนยื่นเสนอไปเบื้องบนอนุมัติ” มือใหญ่ตบไหล่เล็กปลอบใจไปเบาๆ หากเรียกความสนใจของโทโมฮิสะได้ทันที เห็นอย่างนี้แต่ทั้งโคคิและอุเอดะก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้จัดการส่วนตัวชั้นหัวกระทิในวงการ เพราะฉะนั้นเรื่องพลิกข่าวจากดำให้ขาวน่ะก็สามารถพอตัว

“นายจะแก้ข่าวว่าไง” ถามพรัอมกับทำตาโตส่องประกายสงสัยใคร่รู้ โคคิยักไหล่ให้ไม่ยอมบอก เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะพอดีให้โคคิได้ชิ่งก่อนที่โทโมฮิสะจะเค้นคอ

“เอาเป็นว่าไว้รู้ตอนเรื่องผ่านแล้วแล้วกัน เพราะถ้าเผื่อมันไม่ได้ขึ้นมาฉันยังไม่อยากจะเห็นนายติดคุกข้อหาวางเพลิงบ้านตัวเอง พักผ่อนซะวันนี้ พรุ่งนี้ต้องไปมหาวิทยาลัยแต่เช้านะยามะพี” ทิ้งเรื่องไว้แค่นั้นก่อนจะหันไปสนใจรับสายให้โทโมฮิสะบู้หน้าอมลมใส่แก้มอย่างไม่พอใจ ยามาชิตะเข้ามาเกี่ยวอีกแล้ว จะไม่ยุ่งเลยซักเรื่องไม่ได้รึไง!!!
-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-

อีกด้านของเมืองแห่งความวุ่นวาย บานประตูไม้เก่าๆ ของห้องพักเล็กๆ ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ใบหน้าเล็กๆค่อยๆยื่นเข้ามามองซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ใจว่าในการก้าวเข้าไปในห้องจะมีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็นสิ่งมีชีวิต เมื่อเช็คดูจนรู้ว่าทางสะดวก คาซึยะถึงยอมอ้าประตูให้กว้างเพื่อกลับเข้าบ้านอย่างจริงจัง

“กลับมาแล้วครับ” ร้องบอกอย่างสบายใจเป็นที่สุดหลังจากพะวักพะวงอยู่นานตั้งแต่เดินออกจากโรงพิมพ์มาถึงบ้านว่าจะมีอะไรผิดพลาดไปจากที่วางแผนเอาไว้ แล้วก็ไม่มีอะไรผิดพลาดจริงๆเมื่อในห้องยังมีแต่ความว่างเปล่า ตาคู่สวยเหลือบมองนาฬิกาแขวนที่ผนังห้อง…หกโมงห้าสิบห้านาที…เซฟอย่างน่าใจหาย

“โชคดีว่ายูอิจิเลิกทุ่มนึงนะเนี่ย” คาซึยะพึมพำเบาๆกับตัวเองอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง…กว่ายูอิจิจะกลับมาก็ทุ่มกว่าๆ ถึงเวลานั้น…

“ป่านนั้นฉันก็ทำกับข้าวเสร็จจนตั้งโต๊ะแล้ว” หัวเราะกับตัวเองกับแผนเอาตัวรอดพลางก้มลงถอดรองเท้า แต่พอมองไปเห็นรองเท้าคู่คุ้นตาวางเป็นระเบียบอยู่ตรงหน้าก็ทำให้ร่างบางชะงักมือซะสนิท

“งั้นเหรอ แล้วทำไมต้องรอให้ถึงตอนนั้นล่ะ ทำไมตอนนี้ถึงยังจ่ออยู่แค่หน้าห้องคาซึยะ” ยิ่งเสียงที่ย้อนถามขึ้นมาทางด้านหลังนิ่งๆนั้นก็ยิ่งทำให้คาซึยะแทบจะดึงเท้าตัวเองจนหน้าคว่ำ ใบหน้าสวยหันขวับกลับมามองด้วยความตกใจในทันที

“ยูอิจิ!!!” เรียกชื่อคนหน้าถมึงทึงในชุดอยู่บ้านที่กอดอกพิงอยู่ตรงขอบประตูจะทำให้เด็กหนุ่มผงะถอยจนสะดุดขาตัวเองลงไปนั่งกองกับพื้น แม้หน้าจะจ๋อยหุบเหลือสองนิ้วแต่คาซึยะก็ยังจะพยายามทำใจดีสู้เสือส่งยิ้มให้ยูอิจิที่ยืนนิ่งจนน่ากลัว

“เมื่อเช้าก่อนจะออกจากห้องฉันจำได้ว่านายบอกว่าวันนี้ทำงานแค่ที่ร้านโคสุเอะซัง” ร่างสูงบอกพร้อมกับเดินเข้าห้องไปไม่แสดงอารมณ์ใดๆ คาซึยะเหลือบตามองตามก่อนจะเอานิ้วขึ้นมาเขี่ยหุบรอยยิ้มของตัวเองลง มองออร่าตุ่นๆที่ออกมาจากยูอิจิแล้วครางกับตัวเอง…จนได้คาซึยะ…

“ฉันรับงานเพิ่มเพราะเห็นว่ายังเหลือเวลาว่างๆเท่านั้นล่ะยูอิจิ” เสียงใสที่เคยร่าเริงบอกอ่อยๆ เดินตามร่างสูงเข้ามาในห้องเล็กๆที่มีเพียงข้าวของไม่กี่ชิ้นที่แสดงถึงฐานะความเป็นอยู่ของทั้งคู่ได้อย่างดี รูปคู่น้อยใบอยู่ในกรอบรูปใหญ่ริมผนังเป็นภาพของทั้งคู่ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบันแสดงความสนิทสนมกันอย่างอบอุ่น ยูอิจิหยุดยืนมองรูปนั้นก่อนจะหันหน้ามามองอย่างไม่เข้าใจ

“ไม่เกี่ยวกับว่างหรือไม่ว่างนี่คาซึยะ ประเด็นมันอยู่ที่นายโกหกฉัน”

“ฉัน…คือมัน…ฉันแค่….”

“ไม่ต้องพูดแล้ว” ร่างสูงโบกมือขึ้นเพื่อเป็นการยุติปัญหา ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ครั้งแรกที่คาซึยะจะแอบไปหางานทำเพิ่มในขณะที่เขาไปเรียนหนังสือ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลายครั้งและทุกครั้งพวกเขาก็ต้องมานั่งทะเลาะกันเพียงเพราะคนหนึ่งไม่อยากให้ทำงาน หากอีกคนหนึ่งต้องการที่จะทำงานเพื่อค้ำจุนกัน มันก็แค่เรื่องเดิมๆ

“ถ้ายังมีครั้งหน้า ฉันจะเลิกเรียนมันซะจริงๆ” ไม่ใช่คำขู่ ยูอิจิทิ้งตัวลงนั่งที่กลางห้องอย่างเหนื่อยใจ ได้ฟังอย่างนั้นคาซึยะก็รีบวางกระเป๋าลงบนโต๊ะเตี๊ย ทรุดตัวลงนั่งข้างๆทันที

“อย่านะ ฉันขอโทษยูจัง…” สองมือวางแปะลงบนต้นขาชายหนุ่มเหมือนอย่างทุกทีที่จะสำนึกผิดอะไรบางอย่าง ยูอิจิเหลือบตามองแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบผมสวยของคนตัวเล็ก ให้โมโหแค่ไหนแต่เพียงแค่นึกเหตุผลของการกระทำขึ้นมาได้ยูอิจิก็จะยอมหยุด เพราะรู้ว่าสิ่งที่คาซึยะทำลงไปนั้นเพื่ออะไร

“นายอย่าเอาแต่คิดว่าจะต้องทำเพื่อฉัน ทำเพื่อตัวเองซะบ้างเถอะคาซึยะ” เสียงดุๆนั้นอ่อนลงเล็กน้อย เพราะใบหน้าง้องอนนั้นทำให้ยูอิจิต้องยอมให้ทุกที คาซึยะฟังแล้วก็ยิ้มในแววตารู้ว่าคนใจดีอย่างยูอิจิไม่ว่ายังไงก็ตีบทโหดได้ไม่นานอยู่แล้ว และก็รู้ดีกว่าที่ยูอิจิดุอยู่ทุกครั้งไม่ใช่เพราะไม่พอใจที่เขาขัดใจ แต่เป็นเพราะไม่อยากให้เขาต้องทำงานมากไปกว่านี้ต่างหาก ร่างเล็กอมยิ้มน้อยๆหมุนตัวลงไปนอนที่ตักกว้างไม่ให้ได้ตั้งตัว

“ที่ฉันทำไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อเราต่างหากนะยูจัง ถ้าสนับสนุนความฝันของกันและกันไม่ได้ ฉันจะเรียกตัวเองว่าเป็นคนในครอบครัวได้ยังไง” คาซึยะแก้คำพูดของยูอิจิให้ด้วยรอยยิ้มอ่อนบาง รอยยิ้มกับคำพูดที่ยูอิจิรับรู้ได้เสมอถึงสายสัมพันธ์ที่มากเกินกว่าคำว่าครอบครัวทั่วไป การร่วมทุกข์มากกว่าสุขมาตั้งแต่จำความได้ทำให้ยูอิจิเห็นคาซึยะเป็นน้องชายคนที่สำคัญที่สุดกว่าใครๆในชีวิตของเขาเอง

“เอาคำพูดคุณแม่มาอ้างให้ฉันรู้สึกผิดแทนรึไง” ร่างสูงตำหนิไม่จริงจังนัก พาให้คาซึยะหัวเราะคิกคักชอบใจ สายตาทั้งสองคู่อดที่จะมองไปยังภาพเดียวกันในกรอบรูปใบใหญ่ไม่ได้เมื่อพูดถึง ‘แม่’ ขึ้นมา รูปที่มีเด็กชายสองคนในอ้อมกอดของหญิงสาวที่มีรอยยิ้มทั่วใบหน้ากับป้ายข้างหลังที่เขียนว่า ‘สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า’

“ตั้งแต่ออกมาเราไม่ได้ไปเยี่ยมคุณแม่กันเลยเนอะ” คาซึยะชวนคุยขึ้นเบาๆ หลังจากที่มองรูปแล้วนึกย้อนขึ้นไปได้ว่ากว่าสองปีแล้วนับจากที่เด็กกำพร้าอย่างเขาและยูอิจิถึงเวลาที่ต้องออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองหลังจากที่ได้รับการศึกษาและการเลี้ยงดูโดยการอุปการะของสถานสงเคราะห์มาโดยตลอด ชีวิตของโลกภายนอก…ที่สอนให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้ที่จะเสียสละซึ่งกันและกัน

“ก็ฉันเรียน ไหนจะนายที่ทำงานเป็นบ้าอีกล่ะ” ยูอิจิก้มหน้าบอกด้วยรอยยิ้มเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น หนทางที่กำลังเดินอยู่ ณ ตอนนี้มันเป็นทางที่ถูกต้องแล้วรึเปล่าเขาก็ยังไม่แน่ใจ คาซึยะเลือกที่จะเสียสละให้เขาที่เรียนดีกว่าได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยโดยที่ตัวเองจะเป็นคนทำงานหาเงินเอง ทั้งๆที่ควรจะเป็นเขาที่ต้องเป็นฝ่ายปกป้องคนตัวเล็กนี่แท้ๆ แต่เหตุผลที่คาซึยะยกมาอ้างก็ทำให้เขาจนแต้มได้ทุกที

…ยูจังเรียนได้ก็เรียนไป พอเรียนจบหางานดีๆได้ คราวนี้จะได้เป็นฝ่ายดูแลฉันอย่างเต็มกำลังไงล่ะ…

“เอาไว้วันไหนยูจังไม่มีเรียนก็บอกนะฉันจะขอลางาน เราจะได้ไปหาคุณแม่กัน” คาซึยะเสนอขึ้นมายิ้มๆ มองดวงตาคมของยูอิจิผ่านแว่นตาหนา ยูอิจิพยักหน้าส่งเสียงหัวเราะเบาในลำคอ

“ได้ แต่วันนี้ไปหาอะไรมากินกันได้แล้ว มัวแต่วางแผนหลอกฉันงั้นงี้ รู้บ้างรึเปล่าว่าในตู้เย็นไม่มีอะไรกินแล้ว” ร่างสูงยักไหล่บอกพาให้คาซึยะกระเด้งตัวขึ้นมานั่งทำหน้างงทันที ร้องถามอย่างไม่เชื่อ

“เอ๋??? ไม่จริงน่า ก็เมื่อวานฉันดูยังมีอยู่นี่นา ยูจังอำแล้ว” ขมวดคิ้วมองยูอิจิที่คว้ากระเป๋าสะพายออกมาขยับลุกขึ้นอย่างไม่แน่ใจ ใบหน้าเคร่งๆนั้นตีสีหน้านิ่งสนิทหากนั่นคาซึยะการันตีว่าเป็นสิ่งที่เชื่อไม่ได้ ถ้าจะเค้นเอาความอะไรจากยูอิจิคนนี้ล่ะก็ต้องจ้องเข้าที่ตาเท่านั้น

“โกหก! ยูจังอำจริงๆด้วย” ร่างเล็กโวยวายออกมาเมื่อจับพิรุธได้ ยูอิจิหลุดหัวเราะออกมาก่อนจะคว้าแขนบางดึงให้ออกจากห้อง

“หายกันแล้วไง เอาเถอะน่า นานๆทีออกไปหาราเม็งกินกันดีว่า เดี๋ยวฉันจ่ายเอง” บอกพลางล็อคกุญแจห้องเสร็จสรรพก่อนที่คาซึยะจะถลาเข้าไปเอากระเป๋าตังค์ คาซึยะเอียงคอแปลคำว่าฉันจ่ายเองไปเป็นครู่แล้วก็โวยขึ้นมาอีก

“ยูจัง! แอบไปทำงานมาตอนไหน!!!” ว่าคนอื่นหนีไปทำงานได้แต่ตัวเองที่ต้องไปเรียนกลับแว่บไปทำงานซะอย่างนั้น ยูอิจิไม่ตอบอะไรเพียงแต่อมยิ้มเอาไว้อย่างเดียว การทำงานให้อาจารย์มันก็แค่จ๊อบเล็กๆน้อยๆเท่านั้นไม่ได้เสียการเรียนอะไร แล้วเรื่องอะไรโอกาสดีๆอย่างนี้เขาจะไม่คว้าไว้กันล่ะ

“ฉันจะกินให้หมดตัวเลย!! คอยดูเถอะ!!” คาซึยะเดินถอยหลังขู่แก้แค้นยูอิจิไปเรื่อยที่ไม่ยอมบอกว่าไปทำอะไรที่ไหนมา ยูอิจิที่เดินขำๆตามมาห่างๆได้แต่ถอนใจก่อนจะร้องเตือน

“จะปรับก็ตามใจแต่เดินดีๆสิ เดินถอยหลังลงทางลาดอย่างนั้น กลิ้งโค่โร่ลงไปฉันซ้ำอย่างเดียวนะ”

“ไม่มีทาง อย่างฉันเหรอจะกลิ้…อ๊ะ!!! เหวอ!!!!!!!!!”

ไม่ทันขาดคำยูอิจิ คาซึยะที่ลอยหน้าท้าทายก็ได้มีอันสะดุดขาตัวเองหมุนเซอยู่กลางถนน จังหวะที่กำลังซวนเซ ยูอิจิที่กำลังตั้งท่าจะเข้าไปฉุดถึงกับเบิกตากว้างอย่างใจหายเมื่ออยู่ๆก็มีแสงไฟหน้ารถสาดตรงมาที่ร่างบางที่กำลังจะตั้งตัวได้ จากความเร็วที่กับสภาพรถที่ทะยานเข้ามาใกล้ทำให้ยูอิจิได้แต่ตะโกนหวังจะให้ร่างบางหลบได้ทัน

“คาซึยะ!!!! ระวัง!!!!” เสียงร้องเตือนดังขึ้นพร้อมๆกับที่คาซึยะจะรู้สึกถึงกลิ่นอันตรายที่พุ่งเข้ามาหา ใบหน้าขาวหันมองแสงที่สว่างวาบเข้าตาก่อนจะหลับตาแน่นเมื่อรู้แน่ว่าไม่มีทางหลบพ้น

“เอี๊ยดดดดดดดด!!!! ครืดดดดดดด!!!!!!!!!!!!” เสียงห้ามล้อเสียดถนนกับเสียงครูดอะไรบางอย่างดังลั่น ทุกอย่างที่เกิดชัดอยู่ตรงหน้าทำให้ยูอิจิที่จะก้าวเข้าไปคว้าตัวคาซึยะได้แต่ยืนขาแข็งมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้านิ่งๆราวกับภาพสโลว์โมชั่นอย่างไม่เชื่อ

มอเตอร์ไซต์สีดำคันใหญ่ที่ขับตรงมาหาคาซึยะด้วยความเร็วสูงหักหลบเฉียดตัวร่างเล็กไปได้เส้นยาแดงผ่าแปด หากแรงลมระหว่างคนกับมอเตอร์ไซต์กลับดูดให้คาซึยะถลาไปตามแรงกระชากและคงกระแทกกับท้ายรถไปแล้วหากคนขับไม่เอื้อมมือมาคว้าเอวบางให้ติดไปด้วย ผลที่ตามมาคือล้อหน้าที่ขาดการบังคับไปหนึ่งข้างป่ายปัดทันทีพร้อมกับการเสียหลัก แต่ที่แทบไม่น่าเชื่อคือเจ้าของรถจะยอมกระโดดลงมาทั้งๆที่ยังรวบคาซึยะเอาไว้แล้วปล่อยให้รถหมุนครืดไปก่อนที่ตัวเขาลงไปกระแทกถนนเข้าเต็มแรง ยูอิจิถลาวิ่งเข้าไปหาคาซึยะและชายแปลกหน้าคนนั้นทันทีด้วยความโล่งใจ

“คาซึยะ!!!” ร้องเรียกพลางเขย่าแขนให้ร่างเล็กได้สติ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันทันทีร้องประท้วง

“ยะ..อย่าเขย่า..สิ…ยูจัง…ฉันเจ็บ..นะ” ร้องบอกกระท่อนกระแท่นรู้สึกขัดยอกไปตามตัว ได้ยินอย่างนั้นยูอิจิก็ปล่อยมือทันทีเป็นผลให้ร่างเล็กทิ้งตัวกลับลงไปที่เดิมอีกครั้ง

“โอ๊ย!!!” คราวนี้เป็นเสียงที่ดังกว่าเดิมเนื่องมาจากคนสองคน คาซึยะที่เอ่ยปากร้องสะดุ้งทันทีที่ได้ยินเสียงอีกคนอยู่ข้างๆหู มองงงๆเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังนั่งทับใครอยู่
 
“จะลุกได้รึยัง!! ฉันก็เจ็บ!!!!!” เสียงทุ้มติดจะอารมณ์เสียนั้นร้องบอกอย่างหัวเสียที่โดนกระแทกซ้ำ พยายามจะดันตัวลุกขึ้นมาแต่ก็ยังติดคาซึยะที่ถลึงตาจ้องหน้าเขาอย่างตกใจ วินาทีนี้คาซึยะไม่รู้จะตอบอะไรออกไปได้แล้วนอกจากการเอ่ยชื่อคู่กรณีออกมาเสียงเบา

“อาคานิชิ จิน!!!”
-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-


1 Response to “-+ Mind Delusion 02 +-”



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


March 2008
S M T W T F S
« Feb   Apr »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

Hello Everyone

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ IZ Club ค่ะ

ที่นี่คือไดอารี่ของอันปังนะคะ
อาจจะมีลงเพลงบ้าง นอกเรื่องบ้าง
แล้วแต่ความครึ้มน่ะค่ะ ^^

ยังไงซะถ้าหาอะไรชอบอะไร
อยากได้จากที่นี่ก็อนุญาตนะคะ
แต่ลงเครดิตให้หน่อยก็ดีค่ะ

สำหรับใครที่อยากโหลดเพลง
หาดูดีๆ มีที่ให้โหลดนะ (ยิ้ม)

a

Blog Stats

  • 32,727 hits

Human Calendar


%d bloggers like this: