26
Mar
08

1+1=1 :: Are you alone?? :: [Opening : RYOHEI PART]

1+1=1 :: Are you alone?? :: [Opening : RYOHEI PART]

…เรียว…นายจะคิดว่ายังไง ถ้าคนอกหักสองคนจะมาคบกัน…
มันก็บ้าน่ะสิ ถามได้
…มันบ้ายังไง…
เอ้า…ก็คนไม่ได้รักกันมาคบกัน มันจะไปดีได้ยังไงกันล่ะ
…มันก็ไม่แน่หรอกนะ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดก็ได้ ไม่คิดว่างั้นเหรอ…
มันก็…ไม่รู้สิ ฉันจะไปรู้ได้ยังไง
…นี่…เรียวเฮ…ฉัน…อย่างฉันเนี่ย…อกหักใช่มั๊ย…???…
จะให้คิดว่าอย่างนั้นมันก็ใช่ล่ะมั๊ง
…แล้วนายล่ะ…อกหักรึเปล่า…???…
ถ้าการรักเขาข้างเดียวของฉันมันคือการอกหักล่ะก็…คงใช่มั๊ง อะไรของนาย ถามมากจังริวอิจิ
…เปล่า…ก็…ฉันแค่กำลังคิด…
คิดอะไรอีกล่ะ
…คิดว่า…เรา…มาบ้ากันดีมั๊ย…

1+1=1…โจทย์ข้อนี้…คุณว่า…มันต่างจาก 2+1 = 1ยังไง???

=============================

[Opening : RYOHEI PART]
เขาแอบรักเพื่อนตัวเอง…แต่ผมแอบรักเขา
เขาอกหัก เพราะไม่ว่ายังไง เขากับเพื่อนเขาก็เป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้น
ผมอกหัก เพราะไม่ว่ายังไง ผมกับเขาก็เป็นได้แค่เพื่อนเหมือนกัน
เขารู้…ผมอกหัก…เลยชวนผมคบกันเพียงเพราะเราอกหักเหมือนกัน
แต่เขาไม่รู้…ว่าที่ผมอกหัก ก็เพราะผมรักเขานั่นแหละ….

ลมเย็นๆที่พัดมาปะทะแก้ม เย็นจัดจนทำให้ผมต้องยู่หน้า แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมขยับตัวออกมาจากหน้าต่างห้องที่เปิดอ้าได้แต่อย่างใด เสียงลมที่หวีดหวิวอื้ออึง กับอากาศหนาวแห้งๆที่พัดเข้าห้องมาทำให้เพื่อนๆที่กำลังเล่นกันเพื่อหาความอบอุ่นอยู่ในห้อง ตะโกนด่าผมขึ้นมาทันที

“เฮ้ย!! ไอ้เรียว เปิดหน้าต่างทำไมวะ หนาวนะเว้ย!!! ปิดซะ!!”

“ฮ่าๆๆ พวกแกหนาวเหรอ สมน้ำหน้า ฉันไม่หนาวนี่หว่า ไม่ปิด!!” ผมหันไปหัวเราะให้กับเพื่อนฝูงที่แทบจะเอาสมุดเฮโลกันปาใส่หน้าผมอย่างเซ็งๆที่โดนกวนตีน แต่ไม่มีใครทำจริงๆหรอก เพราะมันกลัวหน้าน่ารักๆของผมจะเป็นรอยซะเปล่าๆ

“เจริญจริงไอ้หมีขาวเวร อยากหนาวนักก็กลับไปฮอกไกโดบ้านแกนู่นเลยไป๊!!” แน่ะ ดูมันทำมาเสือกไสไล่ส่งผม ผมเบ้หน้าแลบลิ้นปลิ้นตาใส่มัน เฮอะ…ถ้าเค้าไปจริงอย่ามาเหงาแล้วกัน…อันนี้ผมไม่ได้หลงตัวเองนะ แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆนี่นา ใครๆก็ว่าว่าผมน่ะเป็นสีสันของห้องที่ขาดไม่ได้นี่

แต่ผมที่ใครๆที่คิดว่าร่าเริงอย่างนี้น่ะ จะมีใครรู้บ้างมั๊ยนะว่าไอ้ที่ยิ้มๆอยู่ตอนนี้ บางทีมันก็ไม่ใช่สิ่งที่มาจากข้างใน จะมีคนปกติดีที่ไหนกันบ้างที่จะมานั่งเปิดหน้าต่างรับลมเล่นในวันที่พยากรณ์อากาศทำนายไว้ว่าจะหนาวที่สุดแห่งปี นอกจากคนที่อยากจะทำร้ายตัวเองเท่านั้น แต่ผมไม่ได้อยากจะทำร้ายตัวเองนะ…ผมน่ะ..กำลังรอคนอยู่ต่างหาก…

ลมเย็นๆพัดเข้ามาปะทะหน้าอีกแล้ว เย็นจนหนาวดีชะมัด…เสียงบ่นๆของเพื่อนๆยังคงลอยมาตามลม…มันบ่นว่าทำไมผมถึงได้ชอบอากาศหนาวๆ แล้วก็มีคนตอบให้เสร็จสรรพว่าเพราะผมเป็นเด็กฮอกไกโดน่ะสิ…ไอ้จะว่าถูกมันก็ถูกหรอกนะ ผมชอบอากาศเย็นๆก็จริง แต่ไอ้หนาวจนควันออกจมูกแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน…แต่รู้ทั้งรู้ว่าไม่ไหว…ผมก็ยังจะนั่งแช่อยู่ได้…
 
“เรียวเฮ!! นายทำอะไรน่ะ” นี่ไงล่ะ เหตุผลของผม เหตุผลที่มาพร้อมกับความอบอุ่นของฝ่ามือที่วางทาบลงมาบนหัวผมแล้วขยุ้มเบาๆเป็นเชิงดุ  ผมแหงนหน้ามองทั้งๆที่มืออุ่นนั้นยังเล่นหัวผมอยู่ ยิ้มกว้างให้…คนอุตส่าห์มองหาตั้งนาน…เข้ามาทางไหนไม่เห็นรู้เรื่องเลย

“มาแล้วเหรอ…นั่งเล่นด้วยกันมั๊ยล่ะ ริว” ผมทักพร้อมกับชวนให้เขานั่งลง ทั้งๆที่ไม่ต้องชวนเขาก็ต้องนั่งลงอยู่แล้ว ก็ไอ้ที่นั่งข้างหน้าผมน่ะ มันที่นั่งของเขานี่นา

นี่ล่ะ…คนคนนี้ล่ะ…คือคนที่ทำให้ผมมานั่งตากลมอยู่ตอนนี้…

“เป็นหวัดก็บ่อยแล้วยังจะมานั่งแช่เย็นอยู่ได้นะ พิลึกคนรึเปล่าเนี่ย” เขาส่ายหน้าบอกผมดุๆ ผมเท้าคางฟังเขาบ่นแล้วก็ยิ้มตามออกมา ยักไหล่

“เอาสิ…ฉันพิลึกนายก็เป็นแฟนคนพึลึก”

“ไม่ได้หมายความว่าฉันจะพิลึกไปด้วยนี่” มือใหญ่เอื้อมมาบีบจมูกผมเบาๆหนึ่งที ก่อนจะลุกขึ้นหันไปที่หน้าต่างที่ผมอุตส่าห์ง้างเปิดมันอยู่ตั้งนานดึงปิดลงอย่างง่ายดาย เสียงเพื่อนๆในห้องตะโกนแซวกันขึ้นมาทันที

“อะไรว้า ทีพวกฉันบอกให้ปิดผ่ามาทำกวนตีน ทีไอ้ริวมา ทำมาว่าง่าย เฮอะ ไอ้หมีขาวใจคด”

“นั่นสินะ ไอ้พวกปลาไหลใจซื่อ ฉันมันก็แค่พวกใจคดที่ไม่ค่อยจะชอบให้ใครลอกข้อสอบเท่าไหร่ แย่จัง” ผมย้อนกลับปากยื่นด้วยความงอน ประชดเรียกเสียงโอดครวญเหมือนแมวโดนเหยียบหางขึ้นมาได้ทันที

“ไอ้หมีใจดำ ไอ้หมีแล้งน้ำใจ” โอดครวญแนวด่ายังไงไม่รู้ ผมฟังแล้วก็เดินไปแว๊กแยกเขี้ยวใส่มันถึงที่ ต้นฉบับโพยในห้องนี้ก็ไม่มีใครอีกนอกจากผมยังจะทำปากกล้าอีกนะไอ้พวกเวรนี่ แล้วไม่นานนักเสียงทำร้ายทุบตีกันก็ดังกันเอิกเกริก ซักพักเริ่มมีเสียงเชียร์จากทั่วห้อง ทุกคนมารวมตัวกันที่ผมหมด ก่อนที่จะมีเสียงมวยวัดดังตุ๊บตั๊บๆ ไม่นานผมก็คว้าชัยชนะกลับมาได้อย่างสวยงามเพียงเพราะพวกมันไม่กล้าเล่นหน้าผมในขณะที่ผมซัดเอาๆ แล้วอย่างนี้ผมจะแพ้ได้ไงล่ะ ฮ่าๆๆ

“นี่ๆๆ ดูสิริว ผลงานฉัน” ผมหัวเราะร่าพลางเดินกึ่งวิ่งมาหาริวอิจิพร้อมกับชี้นิ้วให้ดูผลงานของผม ริวอิจิที่นั่งมองอยู่ไม่ได้ตอบอะไร กลับจ้องมองผมนิ่งจนผมต้องเรียกเขาอีกครั้ง

“ริว!!!” ผมเรียกเสียงดังจนเขารู้สึกตัวสะดุ้งหันมามองผมอย่างตกใจ ผมเอียงคอมองเขาขำๆ ยิ้มให้และชี้นิ้วของผมไปที่ซากเพื่อนๆ
 
“เก่งรึเปล่า?” ผมถามพร้อมกับทำหน้าภูมิใจนักหนา ริวอิจิยิ้มให้น้อยๆ ลุกขึ้นลูบหัวผมเบาๆ

“หมีน้อยน่ะเก่งอยู่แล้ว” ท่าทางนั้นทำให้ไอ้เพื่อนๆตัวดีพยายามที่จะแหกปากโห่ขึ้นมาอีก ริวอิจิได้แต่หัวเราะเขินๆในขณะที่ผมตั้งท่าจะไปเล่นงานพวกมันซ้ำอีกรอบ ปากดีกันนักเชียว แล้วเสียงโวยวายสนุกสนานก็ดังขึ้นที่ห้องแสนวุ่นวายนี้อีกครั้ง โดยคนที่เป็นหัวโจกจะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่ผม

ผมเหลือบมองไปที่ริวอิจิที่มองมาที่ผมขำๆอย่างมีความสุข  ผมยิ้มให้เขาจนตาหยีซึ่งเขาก็ยิ้มตอบพลางส่ายหน้าเบาๆ ก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะค่อยๆเจื่อนลงเมื่อใครบางคนเปิดประตูห้องเข้ามา ผมมองตามสายตาเขาไปเข้าใจขึ้นมาทันที ในขณะที่พวกเพื่อนๆเปลี่ยนเป้าหมายไปแซวคนมาใหม่แทนแล้ว

“อะไรกันเคจัง วันนี้มาสายอีกแล้ว ชินยะ ทีหลังน่ะมาส่งให้มันเร็วๆหน่อยเซ่” เสียงโห่ๆของไอ้พวกปากไม่มีตะกร้อแซวกันระงม รับส่งกันเป็นลูกคู่ เคตะที่เพิ่งเข้ามาโบกมือลาแฟนตัวเองอายๆ ก่อนจะเดินก้มหน้างุดๆ ไปที่โต๊ะของตัวเองข้างหลังโต๊ะของผม ผมเห็นริวอิจิยิ้มขำให้กับเคตะที่โดนแซวด้วย เคตะทำหน้างอหน่อยๆก่อนจะยิ้มคุยอะไรบางอย่างกับริวอิจิตาเป็นประกาย ผมเห็นริวอิจิเหลือบตามามองทางผมเล็กน้อยก่อนจะยิ้มเรื่อยๆให้กับเคตะไป ทั้งๆที่ท่าทางของริวอิจิไม่มีอะไรเลย แต่ทำไมนะ ทุกครั้งที่ผมเห็นแบบนั้น ในใจมันก็อดหวั่นไหวขึ้นมาไม่ได้ ผมมองเขาด้วยแววตาหม่นลง

เป็นเพราะว่าเขามาขอคบกับผมเพราะอกหักมาจากเคตะรึเปล่านะ ผมถึงได้ไม่สบายใจเลย

==============================

ริว…นายอู้เรียนทั้งบ่ายเลยนะ!! เป็นอย่างนี้มาสองอาทิตย์แล้ว นายจะลองสอบตกดูรึไง พ่อคนเรียนดี
…ฉัน…ขอโทษที…แค่…อยากจะคิดอะไรเงียบๆน่ะ…
พูดเรื่องอะไรของนายน่ะ ตากแดดจนเพี้ยนไปเลยรึไง (หัวเราะ)…ริว…เฮ้…
…ฉันคงจะเพี้ยนจริงๆ…เพี้ยน…จริงๆนั่นล่ะ…
…ริว…พูดอะไรน่ะ ฉันไม่ค่อยเข้าใจเลย ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ
…เปล่า…แค่แดดมันแยงตาเท่านั้นล่ะ…
อย่างนี้ไม่เรียกแค่แยงแต่มันทิ่มเข้าไปแล้วมั้ง ทำไมต้องทำหน้าเจ็บปวดขนาดนั้นด้วย
…ฮะๆ…พูดเกินไปรึเปล่า…
ไม่ต้องเอามือมาปิดหน้าเลย…ไหน จะร้องไห้ล่ะสิ ขอดูหน้าคนขี้แงหน่อยซิ 
…ไม่ใช่ ไม่ได้ร้อง ไม่เอาน่า…อย่าเพิ่งดูตอนนี้เลย…
ไม่เอาฉันจะดู…เอาหน้าตลกๆของคนอกหักมาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้นะ
…ไม่เล่นน่าเรียว…(หลบ)
อกหักแค่นี้มาทำเป็นร้อง เมื่อเดือนก่อนนายมาว่าฉันอกหักยังไม่ร้องเลย หันมาๆ
…ฉันไม่ได้ร้องไห้ซักหน่อย…ไม่เอา ฉันไม่ให้ดู
จะดูๆๆๆ อย่าหนีนะ หันมานี่ๆๆๆๆ (หัวเราะ)

เหตุการณ์ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเราทั้งสองคนเปลี่ยนไปมันยังคงเด่นชัดอยู่ในความทรงจำของผมเสมอแม้มันจะผ่านมากว่าสองเดือนแล้ว ผมที่ยื้อๆจะเอามือเขาออกจากหน้าก็แหย่เขาเล่นไปเรื่อยเปื่อยเพียงเพราะต้องการให้เขาหัวเราะออกมาเท่านั้น แล้วผมก็ได้ในสิ่งที่ผมต้องการ รอยยิ้มนั้นกลับมาที่เดิม กลับมาเหมือนเดิม แต่มีบางอย่างที่มันไม่เหมือนเดิมทันทีที่จับมือผมเอาไว้ได้ จับไว้ ยึดไว้ นิ่งไปแล้วจ้องตา จ้องลึกอย่างที่ผมเองก็ต้องหยุดทุกอย่างเอาไว้ด้วยราวกับเขามาหยุดโลกของผมเอาไว้

…นายทำให้ฉันหัวเราะได้อีกแล้วเรียว…นายเป็นคนเดียวที่อยู่ข้างๆทุกครั้งที่ฉันอ่อนแอทุกที…
…ถ้าจะถามอีกครั้ง นายจะให้คำตอบฉันได้มั๊ย…
…เรา…คบกันเถอะนะ…
 
ลมเย็นๆพัดอู้เข้ามาในห้อง ผมที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะสูดอากาศแห้งๆเข้าไปเต็มปอด

“เรียว…ข้าวเย็นเสร็จแล้ว” เสียงร้องเรียกของคนที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในห้องผมไปแล้ว ร้องบอกออกมาจากส่วนที่เป็นห้องครัวอย่างง่ายของหอพักเล็กๆ ผมได้ยินเสียงตึงตังแล้วแต่ก็ยังไม่ขยับ จนกระทั่งมีมือหนึ่งมาดึงผมออกมาจากหน้าต่างแล้วก็ปิดทางเข้าของลมหนาวๆลง

“ทำไมถึงได้ชอบตากลมนักนะ” คราวนี้ริวอิจิดุผมจริงจังกว่าตอนที่อยู่ในห้องเรียนนิดหน่อย มือหนึ่งจับมือผมไว้หลวมๆ ในขณะที่อีกมือหนึ่งก็ปลดผ้ากันเปื้อนออก ผมหัวเราะเบาๆมองหน้าเขา

“ก็ถ้าไม่นั่งตากลม ริวก็ไม่มีอะไรจะถามฉันน่ะสิ” ผมตอบยอกย้อนแค่นั้นแล้วก็ไม่ฟังอะไรอีก เดินหนีไปทางโต๊ะเขียนหนังสือตัวเตี้ยที่ดัดแปลงเอามาเป็นโต๊ะอาหาร แล้วก็พุ่งเป้าไปที่มื้อเย็นน่ากินนั้นแทน

“ชาฮั่ง น่าหม่ำชะมัดเลย”

“พูดอย่างนี้ทุกที แกล้งชมรึเปล่า” ริวอิจิที่เดินตามมาทรุดตัวลงนั่งที่ฝั่งตรงข้าม มองผมที่เริ่มกินนำไปก่อนแล้วยิ้มๆ

“ฉันเคยแกล้งชมใครด้วยรึไง” ผมแย้งขึ้นมาทั้งๆที่ข้าวอยู่เต็มปาก ริวอิจิพยักหน้าเชื่อ ก็มันจริงนี่นา คนที่พูดจาตรงเปรี้ยงเป็นขวานผ่าซากอย่างผมมีเหรอที่จะพูดอ้อมค้อมให้เสียเวลา ถ้าคิดว่าไม่อยากจะพูด ก็อย่าพูดมันเสียเลยจะดีกว่า แล้วเราก็เปลี่ยนเรื่องคุยกันไปหลายเรื่อง ถามเรื่องนั้น คุยเรื่องนี้ทั้งๆที่อยู่ห้องเรียนเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมนะผมถึงรู้สึกว่ายิ่งได้คุยผมยิ่งได้รู้ว่าริวอิจิที่ผมไม่รู้จักยังมีอีกเยอะนัก แต่ให้คุยกันมากมายแค่ไหน ก็ไม่มีเลยที่จะเอ่ยถึงคนที่ทำให้แววตาของริวอิจิเปลี่ยนไปเมื่อตอนเช้า…ถึงจะห้าวหาญซักแค่ไหน…แต่เรื่องนี้…ผมก็ไม่กล้าถามเหมือนกันนะ

ผมไม่กล้าที่จะถามว่า…ตอนนี้รู้สึกยังไงกับเคตะ…ผมกลัว…กลัวคำตอบของเขาจริงๆ

คิดได้เท่านี้แววตาของผมก็วูบไหวขึ้น…ทั้งๆที่เราคบกันมากว่าสองเดือนแล้ว แล้วริวอิจิก็ดูแลผมดีทุกอย่างไม่บกพร่อง เอาใจใส่ ดูแล และคอยโทรหาอย่างที่คนเป็นแฟนทั่วไปเค้าทำกัน ทั้งๆที่มันน่าจะมีความสุข แต่บางครั้งผมก็เห็นแววตาลังเลอะไรบางอย่างอยู่ในแววตาของเขา บางครั้งถึงเขามองผม แต่มันก็เป็นสายตาแปลกๆที่ผมไม่เข้าใจ เพราะอย่างนี้รึเปล่านะ ริวอิจิถึงไม่เคยแม้แต่จะจับมือหรือกอดผมอย่างคนรักซักที…

เพราะยังลืมไม่ได้ใช่มั๊ย…แล้วจะทำยังไงให้เขาหันมามองที่ผมคนเดียวได้ล่ะ

“นั่งตากลมอีกแล้ว อยากจะเป็นหวัดให้ได้จริงๆใช่มั๊ยเรียว” เสียงของริวอิจิตามมาอีกแล้วหลังจากที่เขาล้างจานในห้องครัวเรียบร้อย ผมรีบปิดหน้าต่างลงทันทีหันมายิ้มหวานให้

“ฉันเพิ่งเปิดเมื่อกี้เอง” ผมแก้ตัวออกมาเบาๆ ริวอิจิจ้องผมนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะ

“โกหกตกนรกนะเรียว เห็นนะว่าเหม่ออยู่ มีอะไรให้ต้องคิดรึไง” เขากอดอกถาม มองหน้าผมรอคำตอบ ทั้งๆที่มันเป็นแค่คำถามธรรมดาๆ แต่ทำไมนะ อยู่ๆผมก็เห็นแววตาแปลกๆของเขาอีกแล้ว

“ฉันเรียกร้องความสนใจน่ะสิ” แล้วผมก็ให้คำตอบกับเขาเหมือนเคย เป็นครั้งแรกที่ผมไม่เปลี่ยนเรื่องไปเป็นเรื่องอื่นเหมือนอย่างทุกที วันนี้ผมถึงได้ยืนมองตาเขาอยู่ อยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาจะว่ายังไง แววตาของริวอิจิวูบไหวไปหน่อยเท่านั้น เขาจะรู้สึกถึงสิ่งที่ผมบอกไปรึเปล่านะ…เรียกร้องความสนใจน่ะ…

“เฮ้วเกินไปแล้ว รู้ว่าชอบตากลมแต่… เอ๊ะ!!” ยื่นมือมาขยี้หัวผมเล่นส่ายหน้าระอาเล็กๆ แล้วเขาก็ร้องพร้อมกับนิ่วหน้า ผมเอียงคอมองเขาอย่างสงสัยก่อนจะทำหน้าแหยไปเมื่อหน้าริวอิจิอยู่ๆก็เปลี่ยนเป็นดุ

“ตัวร้อนแล้วเห็นมั๊ยเรียว! เป็นเพราะนั่งตากลมแน่ๆ” ริวอิจิทำเสียงเข้ม เลื่อนมือมาอังที่หน้าผากของผมทันที จะว่าไปพอริวอิจิทักอย่างนี้ขึ้นมาก็รู้สึกว่าเมื่อยๆตัวเหมือนกันแฮะ

แล้วเพียงไม่นานเท่าไหร่นัก ผมก็ถูกบังคับให้กินยาสามัญประจำบ้านชุดใหญ่ แล้วก็โดนลากเอาตัวไปซุกในฟูกนอนที่ปูซะอย่างหนา ริวอิจิเอาผ้ามาเช็ดตัวให้ เขาดูแลผมราวกับผมเป็นไข้ใหญ่ทั้งๆที่ผมก็แค่ครั่นเนื้อครั่นตัวเล็กๆเท่านั้นเอง ผมนอนมองเขาทำนั่นทำนี่ตาแป๋ว แต่สุดท้ายผมหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เรื่องเลย มารู้สึกตัวอีกทีก็เพราะเสียงปิดประตู..ริวอิจิคงเพิ่งออกไป…ผมมองไปรอบตัวที่มืดไปหมดจนมองแทบจะไม่เห็นอะไรแล้ว เห็นแค่แสงสลัวๆของเสาไฟข้างนอกส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างห้อง สองขารีบก้าวลงจากเตียงเพียงเพื่อจะไปมองส่งริวอิจิกลับบ้าน ผมอดตื่นเต้นไม่ได้เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมมายืนมองส่งเขาแบบนี้เพราะทุกทีเขามักจะหนีไปตอนผมหลับแล้วซะเรื่อย ซักพักริวอิจิก็เดินออกมา ผมยิ้มกับตัวเอง มองร่างหนาที่เดินดุ่มๆไปยังทางแยกไม่สนใจใคร สายตาของผมมองตามเขายิ้มๆไปเรื่อย ก่อนที่รอยยิ้มของผมจะหุบลงพร้อมกับการก้าวเท้าไปยังแยกซ้ายซึ่งไม่ใช่ทางกลับบ้านของเขา เหมือนหัวใจมาโดนใครกระตุก…

…ทางนั้น…ไปบ้านเคตะนะ…

ริวอิจินั่งอยู่ข้างหน้าผม…ผมนั่งอยู่ข้างหน้าเคตะ…
บ้านริวอิจิถึงก่อนบ้านผม…บ้านผมถึงก่อนบ้านเคตะ…
ทำไมนะ…ผมจะต้องเป็นคนที่อยู่ตรงกลางทุกที

1+1=1 :: Are you alone?? :: [Opening : RYOHEI PART]
=============================


0 Responses to “1+1=1 :: Are you alone?? :: [Opening : RYOHEI PART]”



  1. Leave a Comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


March 2008
S M T W T F S
« Feb   Apr »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

Hello Everyone

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ IZ Club ค่ะ

ที่นี่คือไดอารี่ของอันปังนะคะ
อาจจะมีลงเพลงบ้าง นอกเรื่องบ้าง
แล้วแต่ความครึ้มน่ะค่ะ ^^

ยังไงซะถ้าหาอะไรชอบอะไร
อยากได้จากที่นี่ก็อนุญาตนะคะ
แต่ลงเครดิตให้หน่อยก็ดีค่ะ

สำหรับใครที่อยากโหลดเพลง
หาดูดีๆ มีที่ให้โหลดนะ (ยิ้ม)

a

Blog Stats

  • 32,727 hits

Human Calendar


%d bloggers like this: